เมื่อวันที่ 9 ส.ค. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมการวิจัยทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 17 “การพลิกโฉมการศึกษาไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวเปิดการประชุมว่า การจัดประชุมครั้งนี้มีความจำเป็นที่จะต้องครอบคลุมเนื้อหา และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ คือ ต้องสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 2566-2580 สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ 2566-2570 และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่ผ่านมา เราได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดังนั้นการศึกษาต่อจากนี้ จะต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เข้ามาช่วยเพื่อพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพ แต่จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราพบว่ามีนักเรียนเพียง 20% เท่านั้น ที่มีความพร้อมในการเรียนออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมี 4 ปัจจัย ที่ช่วยทำให้เด็กเรียนออนไลน์ได้ คือ 1.มีอุปกรณ์ 2.สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ 3.สามารถเข้าถึงเนื้อหาการเรียนได้ และ 4.ครูที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีในการสอน

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) UNICEF Thailand และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา เผยแพร่องค์ความรู้จากงานวิจัยทางการศึกษาใน 6 ประเด็น ดังนี้ 1.การลดความเหลื่อมล้ำเพื่อเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ 2.การฟื้นฟูการเรียนรู้หลังสถานการณ์โควิด 3.การส่งเสริมการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการเปลี่ยนแปลงของโลก 4.การลงทุนด้านการศึกษาของภาครัฐ 5.การผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และ 6.การพลิกโฉมการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยปีนี้มีผู้ส่งผลงานวิจัยจำนวน 231 เรื่อง ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 41 เรื่อง อย่างไรตาม การจัดทำงานวิจัยของ สกศ. ไม่ใช่ทำเพื่อได้รูปเล่มมาเท่านั้น แต่หลังจากที่ สกศ. ได้ทฤษฎีเชิงวิชาการแล้ว ก็จะนำวิจัยที่ได้รับการคัดเลือกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาไทย มาต่อยอดทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม และนำเอาผลการวิจัยนี้ไปนำเสนอจัดทำเป็นนโยบายต่อไป

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า การกำหนดนโยบาย การกำหนดทิศทาง จัดทำแผนการศึกษาต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ต้องมีผลการวิจัยสนับสนุนให้มากขึ้น โดยปกติงานวิจัย และนโยบายจะไม่ทันกัน คือ การกำหนดนโยบายใช้เวลากำหนดเป็นวัน หรือสัปดาห์ งานวิจัย ใช้เวลาทำงานเป็นปี และงานวิเคราะห์ต่างๆ ใช้เวลาเป็นเดือน ทำให้บางครั้งจะพบว่า จะตัดสินใจทำนโยบายอะไร จะไม่มีงานวิจัยมารองรับ ดังนั้นการประชุมวิชาการครั้งนี้ จึงเป็นโอกาส ที่ช่วยทำให้เราสามารถใช้งานวิจัยที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ มาสนับสนุนจัดทำแผนการศึกษาชาติ มาจัดกฎหมายทางการศึกษาที่เป็นภารกิจของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจะเป็นเรื่องดี และสร้างคุณูปการต่อการศึกษา