ปัจจุบันมหานครใหญ่ๆ ทั่วโลกมักจะประสบปัญหาคล้ายกันนั่นคือ ปัญหาอาหารเหลือทิ้ง (food waste) ซึ่งส่งผลเสียทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ กับอีกปัญหาที่พบคือ “กลุ่มเปราะบาง” ที่เข้าไม่ถึงอาหารที่มีโภชนาครบถ้วน ดังนั้น หากมีการนำทั้งสองอย่างนี้มาจับคู่กันอย่างถูกที่ถูกเวลา เชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาได้ 

กรุงเทพมหานครเข้าร่วมเป็น สมาชิกเครือข่ายกติกาสัญญานโยบายอาหารในเมืองมิลาน (Milan Uban Food Policy Pact :MUFPP) และโครงการความร่วมมือระดับเมืองและระดับภูมิภาคระหว่างประเทศ (International Uban and Regional Cooperation :IURC) จึงมีนโยบาย พัฒนาต้นแบบ BKK Food Bankส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการแต่งตั้งคณะจัดทำยุทธศาสตร์ด้านอาหารกรุงเทพมหานครตาม เครือข่ายกติกาสัญญานโยบายอาหารในเมืองมิลานขึ้น เพื่อขับเคลื่อนงานตามกรอบนโยบายอาหารในเมืองมิลาน จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการ อาหารและโภชนาการที่ยั่งยืน ความเสมอภาคทางสังคมและเศรษฐกิจ การผลิตอาหาร การจัดหาและการกระจายอาหาร และขยะอาหาร  

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ Food bank มักประสบปัญหาอาหารที่มีไม่เพียงพอกับกลุ่มผู้รับ ไม่สม่ำเสมอในการส่งต่อ หรือบางครั้งอาหารก็มีมากเกินพอดี สุดท้ายกลายเป็นขยะต้องทิ้ง จึง จำเป็นต้องบริหารจัดการแบบยั่งยืน เพื่อให้ Food Bank กลายเป็นคำตอบสำหรับการดูแลกลุ่มเปราะบาง และลดปริมาณอาหารที่ต้องเหลือทิ้งลงได้ตามเป้าหมายโครงการ สำนักงานเขตห้วยขวางได้รับเลือกให้เป็นเขตนำร่อง การบริหารจัดการอาหารในรูปแบบ “แซนด์บ็อกซ์” โดยมีการวางแผน บริหารจัดการ รับ-ส่งอาหารอย่างเป็นระบบ

โดย นายไพฑูรย์ งามมุข ผอ.เขตห้วยขวาง ระบุความสำคัญที่ต้องทำต่อเนื่อง จึงทำเป็นรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ก่อนใน 2 เขต คือ เขตห้วยขวาง และเขตสัมพันธวงศ์ เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสม ลองผิดลองถูกจนได้วิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุดหรือที่เรียกว่า Best Practice จากนั้นค่อยร่างกำหนดนโยบายด้านอาหารของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2567-2570 “ที่ผ่านมาพอเล่าเรื่อง Food Bank หลายที่เข้าใจผิดว่าเป็นเพียงแค่การแจกจ่ายอาหาร ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่ หากเราดำเนินการเพียงแค่นั้น จะไม่เกิดความยั่งยืนในอนาคต” 

สำหรับแนวทางเขตห้วยขวางจะแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านที่ 1 การจัดการอาหารส่วนเกิน หรือ Food Surplus วัตถุประสงค์เพื่อลดเศษอาหารไม่เป็นภาระทิ้งไปในสภาพแวดล้อม ที่ทำตามหลักสากลเรื่องการลดการจัดการขยะอาหาร ในกลุ่มนี้จะเชิญชวนสมาชิกเครือข่ายและห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ แทนที่คุณจะทิ้งส่วนนี้ก็ขอไปแบ่งปันคนต่อ หากมีโปรแกรมลดราคาสินค้า หรืออาหาร ก็ช่วยแจ้งข้อมูลมาที่เขต เพื่อจะได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และไปซื้อสินค้าเหล่านั้น ส่งผลให้ขยะอาหารลดลง วิธีดำเนินการในส่วนนี้จะมีการแจกอาหารที่ศูนย์ BKK Food bank ของสำนักงานเขตห้วยขวาง

โดยใช้ รูปแบบ “พาสปอร์ต” หรือเรียกกันว่า “สมุดธนาคารอาหาร” แก่กลุ่มเปราะบาง ที่สามารถนำพาสปอร์ตอาหารมาใช้ในการเบิกอาหารหรือสินค้าอื่นๆ ได้ รวมทั้งจะทำให้รู้ว่าสินค้าหรืออาหารที่ต้องการรับบริจาคจะเป็นสินค้าประเภทใด และเป็นตัวกลางแจกจ่ายอาหารให้ประชาชนในทุกๆ วันพระ จากวัดสามัคคีธรรม ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารปรุงสุก ซึ่งทางวัดได้ส่งต่ออาหารส่วนหนึ่งให้กับสำนักงานเขต นำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาใช้บริการในศูนย์ BFC ของเขตและศูนย์บริการสาธารณสุข 25 โดยสามารถหยิบได้คนละไม่เกิน 3 ชิ้น และกลุ่มเปราะบางที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการปัจจุบันมี 19 ราย นอกจากนี้ ยังมีการส่งต่ออาหารส่วนเกินจากห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ ให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดของเขต ตามโครงการกินได้ไม่ทิ้งกันอีกด้วย

ด้านที่ 2 คือ การบริจาคอาหารหรือ Food Donation ในส่วนนี้สำนักงานเขตจะให้แก่กลุ่มเปราะบางใน 22 ชุมชน มีการแจกเชิงรุกตามชุมชนเดือนละ 1 ครั้ง มีภาคีที่เข้าร่วมเครือข่าย ได้แก่ วัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก และผู้ให้บริการ Food Delivery (Line man) โดยสำนักงานเขตจะส่งมอบข้าวสารอาหารแห้งแก่กลุ่มเปราะบางที่ไม่สะดวกเข้ามารับที่เขต โดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะเรียกใช้บริการจากภาคีเครือข่าย เพื่อนำส่งถึงมือ “การจัดสิ่งของจะดูจากความต้องการของกลุ่มเปราะบาง สิ่งที่นำไปมอบให้จึงเป็นสิ่งที่คนเหล่านั้นมีความจำเป็น เมื่อมีผู้ติดต่อมาที่จะบริจาคสิ่งของให้ เขตก็จะสามารถระบุถึงสิ่งของที่ควรนำมาบริจาค เพื่อไม่ให้เป็นสิ่งของเหลือใช้ และเกิดประโยชน์ต่อผู้รับโดยแท้จริง โดยผู้สนใจจะร่วมบริจาคกับเขตสามารถติดต่อมาได้ที่ฝ่ายพัฒนาชุมชน หรือหากสนใจร่วมเป็นอาสาสมัครมาช่วยแพ็กของเพื่อนำส่งมอบต่อ ก็สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายพัฒนาชุมชนได้ด้วยเช่นเดียวกัน”  

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือน เม.ย. ถึง ก.ค. 66 สามารถ ลดปริมาณอาหารส่วนเกินได้ถึง 1,095 กิโลกรัม มีจำนวนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 1,076 ราย เสียงสะท้อนจากโครงการถือว่าได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ประชาชนระบุว่าเป็นธนาคารอาหารโดยแท้จริง เพราะสิ่งที่กังวลคือความไม่เสมอต้นเสมอปลาย ขาดความยั่งยืน ดังนั้น เขตจึงมุ่งไปที่กลุ่มเปราะบางก่อนและเมื่อเหลือก็แจกจ่ายให้ประชาชนทั่วไป “เมื่อประชาชนทั่วไปเห็นสิ่งที่ทำและมีการดึงภาคเอกชนมาเป็นเครือข่าย ทำให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารขึ้น ที่ผ่านมามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากพื้นที่ต่างๆ เดินทางมาดูงาน เพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองในต่างจังหวัดด้วย” 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในกรุงเทพมหานครจากนี้ จะขยายแนวทางไปยังกลุ่มเขตต่างๆ อีก 5 กลุ่มเขต เพื่อให้เกิดเป็น Food Bank Center หรือเป็นศูนย์การกระจายอาหารส่วนเกินในระดับกลุ่มเขตครบ 6 ศูนย์ รวมทั้งดำเนินการขยายเครือข่ายความร่วมมือรับบริจาคอาหารและลดราคาอาหารจากกลุ่มผู้ค้าส่ง-ค้าปลีกในพื้นที่ และเพิ่มจำนวนหน่วยงานที่เข้าร่วมเป็นเครือข่าย เพื่อต่อยอดความยั่งยืนในอนาคต.


ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน