Hi Barbie! ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สำหรับภาพยนตร์ “Barbie (บาร์บี้)” ที่ตอนนี้ทำรายได้ทั่วโลก ทะลุหนึ่งพันล้านเหรียญอีกเรื่องในปีนี้ไปแล้ว ท่ามกลางยุคหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 และการมาถึงของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ที่มาร่วมแบ่งตลาด

สำหรับภาพยนตร์ “Barbie” ผลงานกำกับของ เกรต้า เกอร์วิก ผู้กำกับหญิงสายอินดี้ฝีมือดี นั้นมีหลายสิ่งที่ถูกจริตแฟน ๆ โดยเฉพาะการเลือกเคารพต้นฉบับ ทั้งการแคสนักแสดงนำ อย่าง มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) มารับบท “บาร์บี้” รุ่นพิมพ์นิยม ได้อย่างสุดยอด ทั้งลุคและแอคติ้งเหมือนถอดมาจากตุ๊กตา “บาร์บี้” ออริจินัล เช่นเดียวกับ ไรอัน กอสลิ่ง (Ryan Gosling) ก็แสดงเป็น “เคน” แฟนหนุ่มของบาร์บี้ได้อย่างเพอร์เฟกต์ ในขณะที่คอสตูมก็เป๊ะปังเว่อร์วัง เรียกว่าดึงความทรงจำวัยเด็กของหลาย ๆ คนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

มากยิ่งไปกว่าตัวแคส คอสตูม หรือโปรดักชั่น “Barbie” ถือเป็นหนังปรัชญาดี ๆ ที่เคลือบปกด้วยสีชมพูฟรุ้งฟริ้ง แต่ทว่า Message ของภาพยนตร์กลับเข้มข้น จนเรียกน้ำตาได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง กับแก่นแท้ที่ว่าด้วยเรื่องราวของความ “เท่าเทียม” ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงโลกคู่ขนานของสังคมปิตาธิปไตย (Patriarchal Society ) หรือระบบชายเป็นใหญ่ และเฟมินิสต์ (Feminist) หรือ สตรีนิยม ที่ล้วนกดทับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งแม้จะมีแฟน ๆ บางส่วนอาจตรงใจ กับการเป็นหนัง Woke เพราะมองว่ายัดเยียด แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นหนัง Woke ที่มีชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง กลมกล่อมทั้งดราม่าและคอเมดี้จิกกัด ที่ผสานโลกจิตนาการกับความเป็นจริง ที่บางครั้งก็ไม่ได้สวยงามได้ลงตัว ที่สำคัญมันเป็นหนัง Woke ที่ทำเงิน!

สำหรับเรื่องราวในภาพยนตร์ ว่าด้วยโลกของ “บาร์บี้” หรือ “บาร์บี้แลนด์ (Barbie Land)” ซึ่งเป็นสังคมที่ยกย่องเชิดชูสตรี และมีความหลากหลาย โดย “บาร์บี้” สามารถเป็นได้ทุกอย่าง ทั้งเป็นประธานาธิบดี , เป็นคุณหมอ ไปจนถึงเป็นเจ้าของรางวัลโนเบล อีกทั้งยังมีหลากหลายเชื้อชาติ รูปร่าง และมีผิว ในขณะที่ “เคน” เป็นได้แค่เพียง “เคน” และจะมีตัวตนเมื่อ “บาร์บี้” มองมาที่เขา

แต่แล้วชีวิตที่แสนเพอร์เฟ็คต์ของ “บาร์บี้” รุ่นพิมพ์นิยม (มาร์โก้ ร็อบบี้) ในโลกของเธอก็ได้เปลี่ยนไป เมื่อจู่ ๆ เท้าที่เคยเขย่งอยู่เสมอของเธอกลับแบนราบ เซลลูไลต์ที่ขาเพิ่มขึ้น เธอเริ่มรู้สึกถึงอารมณ์ลบ ไม่ได้โลกสวยอย่างที่เคยเป็น ไปจนถึงการคิดถึง “ความตาย” นั่นทำให้เธอต้องไปที่โลกจริง เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาและกู้ชีวิตแสนเพอร์เฟ็คต์เธอกลับคืนมา

ในขณะเดียวกัน “เคน” (ไรอัน กอสลิ่ง) ก็ได้ติดตามแฟนสาวมาด้วย ก่อนทั้งคู่จะได้ค้นพบว่า “โลกในความเป็นจริง” มันเป็นเส้นคู่ขนานกับ “บาร์บี้แลนด์” เพราะในโลกจริงนี้ผู้ชายนั้นมีบทบาทสำคัญ ในแบบระบบปิตาธิปไตย และเมื่อ “เคน” ค้นพบว่าในโลกจริงนั้น “ผู้ชายเป็นใหญ่” มันเติมไฟให้เขา ไม่ต้องเป็นแค่ “เคน” แฟนหนุ่มที่เดินตามหลัง “บาร์บี้” อีกต่อไป และได้กลับมาปฏิวัติ “บาร์บี้แลนด์” ให้ผู้ชายขึ้นควบคุม จนนำไปสู่ความวุ่นวาย! ร้อนถึง “บาร์บี้” ที่ต้องปลุกไฟในตัว กลับมากอบกู้โลกของเธอ

นอกเหนือจากความเป็น “เพื่อนหญิงพลังหญิง” แล้ว เกรต้า เกอร์วิก ยังได้นำแฟน ๆ ไปสำรวจโลกความเป็นจริงและเสียดสีในบางประเด็น อาทิ “มาตรฐานความงาม” หรือ “Beauty standard” รวมทั้งการที่ “บาร์บี้” คิดว่าเธอเป็นแรงบันดาลใจของเด็กสาวทั่วโลกในการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเพอร์เฟ็คต์ แต่ทว่าในโลกความเป็นจริงกลับมีเด็กผู้หญิงบางกลุ่ม “แอนตี้บาร์บี้” มองว่าเธอคือบ่อเกิดของปัญหา จากมาตรฐานความงาม หน้าเป๊ะ หุ่นปัง และความสมบูรณ์แบบของเธอ สิ่งที่เธอเป็นกลายเป็น “มายาคติ” และ “Sex Object” หรือ “วัตถุทางเพศ” ของผู้ชาย

ซึ่งนั่นทำให้ “บาร์บี้” เจ็บปวดสุด ๆ เพราะสารตั้งต้นของเธอนั้นคือพลังบวก โลกสวย และเป็นอินสไปร์ให้เด็กสาวกล้าตามฝัน ทั้งที่ในโลกความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายแบบในบาร์บี้แลนด์ และในโลกความจริงนี้ “บาร์บี้” ยังได้เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ มีทั้งความสุข ความเศร้า ความผิดหวัง การประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ “มนุษย์” เป็นและต้องเรียนรู้ เพื่อเติบโต รวมไปถึงการที่ผู้หญิงโดนลดบทบาท ซึ่งแตกต่างจากใน “บาร์บี้แลนด์” ของเธออย่างสิ้นเชิง ไปจนถึงการถูกกดทับและต้องต่อสู้กับระบบชายเป็นใหญ่ เพื่อมีความสำคัญและคุณค่าในสังคม

ซึ่งเมื่อเธอกลับไปถึงโลกบาร์บี้ของเธอ ก็พบว่า “เคน” ได้ทำเหล่าผู้ชายยึดอำนาจ และนำโลกของเธอเข้าสู่ระบบปิตาธิปไตย เหมือนกับโลกจริง “บาร์บี้” โดน “เคน” ด้อยค่า เหมือนดังที่เธอเคยทำ เหล่าบาร์บี้โดนล้างสมอง จนกลายเป็นเพียงไม้ประดับ แต่งตัวเซ็กซี่ และมีหน้าที่เพียงแค่เอาใจ “เคน” จนทำให้ “บาร์บี้” และสองแม่ลูก “กลอเรีย” (รับบทโดย อเมริกา เฟอร์เรร่า) คุณแม่ที่มี “บาร์บี้” เป็นไอดอล และ “ซาช่า” (รับบทโดย อาเรียน่า กรีนแบลตต์ ) ลูกสาวที่ชิงชังบาร์บี้ ซึ่งตามมาจากโลกจริง ได้ปลุกสติเหล่าบาร์บี้ ให้กลับมาแพสชั่น มีความฝัน และรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ซึ่งเหตุการณ์นี้ ยังทำให้ “บาร์บี้” ได้ฉุกคิด ถึงสิ่งที่เธอเคยทำกับ “เคน” ทั้งการหมางเมิน และมองว่าโลกใบนี้เป็นเพียงของ “ผู้หญิง” เท่านั้น จนละเลยความรู้สึกและสิทธิของผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ จะไม่ถูกใจหนุ่ม ๆ บางคนก็ไม่แปลก เพราะใน “บาร์บี้แลนด์” ผู้ชายโดนลดคุณค่า จนเหลือเพียงแค่เป็นตัวประกอบ หน้าที่ของเขามีเพียงแค่เป็นแฟน “บาร์บี้” และต้องเท่ คอยตามบาร์บี้ สถานที่ก็คือการโชว์หุ่นล่ำ ๆ บนชายหาด และไม่ได้มีบทสำคัญทั้งในแง่สังคมหรือการเมืองในดินแดนนั้นเลย ซึ่งเมื่อมองเทียบแล้ว ก็คงไม่ต่างจากผู้หญิงที่โดนจำกัดอยู่การเป็น “แม่” และ “เมีย” ต้องดูแลตัวเอง แต่งสวย และสถานที่ประจำคือก้นครัว และทำงานบ้าน! ก่อนที่จะต่อสู้ตัวพิสูจน์ตัวว่าเธอเป็นได้มากกกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม ระบบชายเป็นใหญ่ ความเป็น “ชายแท้” หรือ Toxic Masculinity นั้นไม่เพียงแต่กดทับผู้หญิง แต่ยังผลต่อผู้ชายด้วยเช่นกัน กับการที่ต้องคอยเป็นผู้นำ เข้มแข็ง ห้ามร้องไห้ เหมือนกับที่ “เคน” พยามซ่อนความรู้สึกเจ็บปวด ร้องไห้ หรือแม้แต่ความดีใจ รวมไปถึงต้องแข่งทำเท่กับเคนคนอื่น ๆ ตลอดเวลา โดยอีกซีนที่น่าประทับใจ คือการที่ “บาร์บี้” ปลอบ “เคน” ว่าเขาสามารถร้องไห้ได้ และเมื่อ “เคน” บอกว่าเขามีค่า เมื่ออยู่กับ “บาร์บี้” แต่เธอได้บอกกับ “เคน” ว่านั่นไม่จริง เพราะ “เคน” เองก็เป็นอะไรก็ได้เช่นกัน เขาก็มีความพิเศษของตัวเอง โดยไม่ต้องอยู่ใต้เงาของใคร ตอกย้ำแนวคิดว่าแท้จริงแล้ว “เฟมินิสต์” ไม่ใช่เรื่องการเรียกร้องความเท่าเทียมเพื่อผู้หญิงอย่างเดียว แต่มันคือการมองเห็นเท่าเทียมของคนทุกเพศต่างหาก!

เมื่อปลดเปลื้องทุกอย่างอออกหมด จะเห็นว่า “บาร์บี้” จะพยายามจะชี้ให้เห็นถึงความ “เท่าเทียม” ของผู้หญิงและผู้ชายอย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องมีใครเป็นผู้นำหรือผู้ตาม แค่ให้เกียรติและวัดกันที่ความรู้ ความสามารถ เปิดโอกาสในการรับบทบาทในสังคม ตามทักษะที่มีโดยไม่ต้องมีเรื่องของเพศการเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ ซึ่งในวันนึง “เคน” อาจเป็นหมอ หรือเป็นผู้นำ และมีบทบาททางด้านการเมืองได้ในโลกบาร์บี้ หากพิสูจน์ว่ามีความสามารถเพียงพอ ซึ่งคงต้องใช้เวลายาวนานสักหน่อย แต่นั่นก็เหมือนกับกระจกที่สะท้อนมายังโลกความเป็นจริงที่ว่า กว่าผู้หญิงจะมีสิทธิทางการเมือง ก็ใช้เวลานับร้อย ๆ ปี เช่นกัน อาทิ ต้องเวลานานมากกว่าที่ วิกติส ฟินปอกาโตว์ตีร์ (Vigdís Finnbogadóttir) จะได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของโลกที่มาจากการเลือกตั้ง ตามระบบประชาธิปไตย เมื่อปี 1980 เช่นเดียวกับ แนนซี่ วิทเชอร์ แลงฮอร์น อัสเตอร์ (Nancy Witcher Langhorne Astor) ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรก ที่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภา ในปี 1919 เป็นต้น

อีกหนึ่งช่วงมาสเตอร์พีซ ที่เชื่อว่าน่าจะกระแทกใจใครหลาย ๆ คน ยกให้ช่วงท้ายเรื่อง ที่ “บาร์บี้” ติดกับดักมาตรฐานของตัวเอง ซึ่งเธอคือ “บาร์บี้” เวอร์ชั่นพิมพ์นิยม ที่ต้องสวยเพอร์เฟ็กต์หน้าเป๊ะ หุ่นปัง แต่กลับพบว่าเธอไม่ได้มีความสามารถอะไรเป็นพิเศษ นอกเหนือจากความงามเลย เพราะในเรื่องนี้ “บาร์บี้” เวอร์ชั่นพิมพ์นิยม ไม่ได้มีอาชีพ จนเธอกลับมาตั้งคำถามถึงคุณค่าและความพิเศษของเธอเอง จนนำไปสู่สปีชของ “กลอเรีย” ที่บอกว่า “เธอทั้งสวย และฉลาด มันทำให้ฉันรู้สึกแย่มากที่เธอคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ อย่างกับเราทุกคนต้องพิเศษตลอดเวลา แต่ยังไงเราก็ทำผิดอยู่ดี…”

ก่อนร่ายยาวถึงสิ่งที่ผู้หญิงต้องเผชิญ ทั้งต้องผอม แต่ก็ห้ามผอมมาก และห้ามพูดว่าอยากผม แต่กลับต้องบอกว่าอยากมีสุขภาพที่ดี ผู้หญิงต้องมีเงินแต่ห้ามขอ ต้องเป็นตัวหัวหน้า แต่ห้ามใจร้าย และทำลายไอเดียคนอื่น นอกจากนี้เธอควรจะต้องรักในการเป็นแม่ แต่จะมาพูดถึงเรื่องของลูกตลอดเวลาก็ไม่ได้ เธอต้องเป็นผู้หญิงที่มีงานทำ และก็ต้องคอยดูแลคนอื่นเหมือนกัน ต้องทนรับกับนิสัยแย่ ๆ ของผู้ชายให้ได้ เพราะถ้าเกิดพูดมันออกมา ก็จะถูกมองว่าขี้บ่น ต้องดูน่ารักสำหรับผู้ชาย แต่จะน่ารักจนไปข่มผู้หญิงคนอื่นก็ไม่ได้ เพราะเธอจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นเพื่อนหญิงพลังหญิง! แต่ก็ต้องโดดเด่น และปลื้มปริ่มอยู่เสมอ ห้ามลืมว่าสังคมนี้มันไม่เท่าเทียม ต้องหาความรู้ใส่ตัวแต่ก็ต้องซาบซึ้งอยู่ตลอด นอกจากนี้ยังบอกว่า ต้องห้ามแก่ ห้ามหยาบคาย ห้ามทำตัวเด่น ห้ามเห็นแก่ตัว ห้ามผิดพลาด ห้ามแสดงความกลัว ห้ามออกนอกลู่นอกทาง ซึ่งทุกอย่างย้อนแย้งกันไปหมด แล้วยังไม่มีใครมามอบเหรียญให้อีก! แถมทุกอย่างยังกลายเป็นความผิดของเธอด้วย ก่อนจะทิ้งบอมบ์หนัก ๆ ว่า เบื่มากที่ต้องเห็นผู้หญิงทุกคนผูกตัวเองไว้กับปมที่ต้องมาคอยทำให้ทุกคนชอบ….

ซึ่งสปีชแสนยาวนี้ คือการสื่อถึงว่าแค่เป็นผู้หญิงธรรมดามันก็แสนยากแล้ว อย่านำคุณค่าของตัวเองไปแขวนที่คำชื่นชมหรือความคาดหวังของคนอื่น แค่เป็นตัวของตัวเองธรรมดา ๆ ที่มีความสุข มีฝัน และทำตามความฝันในแบบตัวเองก็พอ โดยไม่ต้องไปเปรียบความสำเร็จหรือเทียบกับชีวิตใคร และแน่นอนว่ามันหมายรวมถึงคน “ทุกเพศ” ด้วย

ท้ายสุดคงต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้เหมาะกับผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่มันคือหนังสำหรับ “ทุกคน” ที่จะปลุกให้เห็นคุณค่า และให้เกียรติกันในฐานะ “มนุษย์” คนนึง เหมือนดั่งคำเคลมที่ผู้สร้างบอกเอาไว้ว่า “ถ้าคุณรักบาร์บี้ นี่คือหนังที่เหมาะสำหรับคุณ แต่ถ้าคุณเกลียดบาร์บี้ หนังเรื่องนี้ก็ยังเหมาะสำหรับคุณเช่นกัน” ที่สำคัญยังเป็นการตอกย้ำเมนไอเดียของเรื่อง ที่ได้ยืดจาก “ผู้หญิงจะเป็นอะไรก็ได้” ขยายสู่ “ทุกคนสามารถเป็นอะไรก็ได้” ตามความฝัน ความสามารถ และกรอบศีลธรรม แค่นั้นเอง

ภาพ : Warner Bros.