สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (ซีดีซี) เผยแพร่รายงานใหม่ที่บ่งชี้ว่า การฆ่าตัวตายกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าเดิม นับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

การฆ่าตัวตายในสหรัฐ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 จนถึงปี 2561 เมื่ออัตราการฆ่าตัวตายของประเทศแตะระดับสูงสุด นับตั้งแต่ปี 2484 โดยในปีนั้น มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายประมาณ 48,300 คน หรือคิดเป็น 14.2 คนต่อชาวอเมริกัน 100,000 คน

อัตราดังกล่าวลดลงเล็กน้อยเมื่อปี 2562-2563 ในช่วงปีแรกของการระบาดโรคโควิด-19 แต่ในปี 2564 การฆ่าตัวตายในสหรัฐเพิ่มขึ้น 4% และในปีที่แล้ว จำนวนคนฆ่าตัวตายพุ่งขึ้นมากกว่า 1,000 คน เป็น 49,449 คน หรือเพิ่มขึ้นราว 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

“คนอเมริกัน 9 คน จาก 10 คน เชื่อว่า สหรัฐกำลังเผชิญกับวิกฤติสุขภาพจิต ซึ่งข้อมูลการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายที่รายงานโดยซีดีซี แสดงให้เห็นถึงสิ่งนั้น” นายฮาเวียร์ เบเซร์รา รมว.สาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีคนจำนวนมากที่เชื่อว่า การขอความช่วยเหลือเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง “ความอ่อนแอ”

ด้านบรรดาผู้สันทัดกรณีกล่าวเตือนว่า การฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น อัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าที่สูงขึ้น และการให้บริการสุขภาพจิตที่มีอยู่อย่างจำกัด กระนั้น สาเหตุหลักคือ การวางจำหน่ายปืนที่มากขึ้น

แม้อัตราการฆ่าตัวตายในสหรัฐ เพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ชายผิวขาว รองลงมาคือ ประชาชนวัยกลางคนที่ประสบปัญหาต่าง ๆ เช่น ตกงาน หรือสูญเสียคู่ครอง แต่ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า การฆ่าตัวตายในกลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 10-24 ปี ลดลงมากกว่า 8% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการใส่ใจต่อปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชน รวมถึงการผลักดันโรงเรียนและฝ่ายอื่น ๆ หันมาให้ความสนใจกับปัญหานี้.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES