สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ว่า ฟิทช์ เรทติงส์ หนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกจากสหรัฐ เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ในตลาดข้าวโลก ว่ามีความตึงตัวอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ระงับการส่งออกข้าวขาวที่ไม่ใช่ข้าวบาสมาติ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์มีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้นอีก เมื่อจีนซึ่งถือเป็นประเทศมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก เผชิญกับอิทธิพลของไต้ฝุ่น “ทกซูรี” ส่งผลให้ภูมิภาคตอนบนของประเทศ ประสบกับอุทกภัยระดับรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยกรุงปักกิ่งมีสถิติปริมาณน้ำฝนช่วงหนึ่ง สะสมสูงสุดในรอบ 140 ปี
Global rice prices could surge higher as flood risks loom over China https://t.co/zsCkZuwiLZ
— CNBC (@CNBC) August 14, 2023
ขณะที่ภูมิภาคซึ่งเป็นบริเวณเพาะปลูกธัญพืชที่สำคัญของจีน โดยเฉพาะมณฑลจี๋หลิน มณฑลเฮย์หลงเจียง และเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ซึ่งมีผลผลิตข้าวรวมกันคิดเป็น 23% ของผลผลิตทั้งประเทศ ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยครั้งนี้อย่างมาก และแน่นอนว่า การที่ผลผลิตภายในประเทศลดลง จีนจะต้องนำเข้าข้าวมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอีก
ทั้งนี้ รายงานโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า ราคาข้าวในตลาดโลก กำลังอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 12 ปี โดยปัจจัยสำคัญที่นอกเหนือจากคำสั่งระงับส่งออกข้าวครั้งใหม่ของอินเดีย คือการที่ทางการไทย ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับสองของโลก ขอให้ชาวนาปลูกข้าวน้อยลงในฤดูกาลนี้ เพื่อประหยัดน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ต่ำ
นอกจากข้าวแล้ว รายงานวิเคราะห์ของฟิทช์คาดการณ์ว่า ผลผลิตถั่วเหลืองและข้าวโพดของจีน จะลดลงเช่นกันในปีนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่า จีนจะนำเข้าธัญพืชทั้งสองชนิดเพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่อเทียบกับสถิติของปีที่แล้ว.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



