หากพูดถึงวงการ “สตาร์ทอัพ” ของไทย ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมามา เรียกว่ามีความคึกคักเป็นอย่างยิ่ง  มี ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) หรือ วีซี และ บริษัทต่างๆ  เข้ามาร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพไทย จำนวนไม่น้อย!!

แต่ต้องยอมรับว่ายังมีสตาร์ทอัพไทย ไม่กี่ราย ที่ไปถึงฝั่งฝัน สามารถแจ้งเกิด กลายเป็น “ยูนิคอร์น” หรือบริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  เช่น  แฟลชเอ็กเพรส , ไลน์แมนวงใน และแอสเซนด์ และก็มีหลายรายต้องพับความฝัน ไม่สามารถทำธุรกิจให้ไปต่อได้เนื่องจากขาดเงินทุน

วันนี้จะพามาสำรวจ ประเทศไทย อยู่ที่จุดไหนในวงการสตาร์ทอัพโลก และไทยยังเหมาะกับการเป็น “แลนด์มาร์ค”ที่เหมาะแก่การจัดตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพหรือไม่? และการสนับสนุนจากรัฐและเอกชน ที่จะช่วย ให้สตาร์ทอัพ ประสบความสำเร็จ!!

จากข้อมูลของ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ระบุว่า  ผลการจัดอันดับ ดัชนีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพโลก ประจำปี 2566 (Global Startup Ecosystem Index 2023) โดย StartupBlink ศูนย์กลางข้อมูลด้านระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่ครอบคลุมทั่วโลก ได้มีการจัดอับดับ 100 ประเทศ และ 1,000 เมืองที่มีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพที่ดีที่สุด

ซึ่งผลออกมาว่าในปี 66 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 52 ของโลก!!  ขยับขึ้นจากปี 65 ที่ผ่านมา 1 อันดับ ส่วน เมืองหลวง อย่าง กรุงเทพฯ ก็มีอันดับขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 74 ของโลก จาก 1,000 เมืองที่มีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพ ที่ดีที่สุด

เรียกว่าขยับขึ้นมามากถึง 25 อันดับ แซงหน้าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ขณะที่เมืองอื่นของไทย อย่างเช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยาก็มีอันดับที่ติดท็อป 1,000 เมือง ที่มีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพที่ดีที่สุด

 นอกจากนี้ความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมการขนส่งที่รั้งอันดับ 43 ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงระบบนิเวศทาง สตาร์ทอัพของไทยที่เติบโตขึ้น

หากมองถึงนโนบายภาครัฐในการสนับสนุนสตาร์ทอัพ ก็มีหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ ดิจิทัล(ดีป้า) ก็ได้เร่งส่งเสริมระบบนิเวศด้านเศรฐกิจดิจิทัล เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพ เริ่มตั้งแต่ ระยะเริ่มต้นธุรกิจไปจน ถึงระยะเติบโต ผ่านโครงการต่างๆ

โดยเฉพาะโครงการ ดีเวนเจอร์ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือกันในการลงทุนระหว่างดีป้า กับ เวนเจอร์ แคปิตอล เช่น อินโนสเปซ , บีเคิล และ กรุงศรี ฟินโนเวต ฯลฯ

ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมา ดีป้า รวมลงทุนไปมากกว่า 150 บริษัท ทำให้เป็น  ซูปเบอร์ อินเวสเตอร์ ที่มีสตาร์ทอัพ อยู่ในพอร์ตการลงทุนมากที่สุดในประเทศไทย!!

 ขณะเดียวกัน ก็มีโครงการ “จัมพ์ สตาร์ท” ที่ตะช่วยดูว่า สตาร์ทอัพต้องปรับตัว ปรับโมเดลธุรกิจ  แบบไหน? เพื่อให้ประสบความสำเร็จได้ อีกหนึ่งโครงการที่ร่วมผลักดันกับสภาดิจิทัลฯ  คือ  แคปิตอล เกน แทค  ที่ให้สิทธิประโยชน์ เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนกับสตาร์ทอัพในประเทศไทย ซึ่งจะมีการพิจารณาทุกเดือน 

นอกจากนี้ ได้จัดทำ โครงการการขึ้นบัญชีบริการดิจิทัล ซึ่งเป็นการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ของ สตาร์ทอัพทั้ง ในส่วนของ ฮาร์ดแวร์และ ซอฟท์แวร์ เพื่อให้ หน่วยงานรัฐ ที่ใช้บริการของสตาร์ทอัพที่ขึ้นทะเบียนเป็นบัญชีบริการดิจิทัล สามารถใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างโดยไม่ต้องผ่านระบบ อี-บิดดิ้ง  ซึ่งเป็นกลไกที่จะสามารถทำให้สตาร์ทอัพสามารถขยายตลาด สู่ภาครัฐ ลดข้อจำกัดในอดีตที่ขายงานให้ภาครัฐได้อยาก ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้สตาร์ทอัพเติบโตได้ต่อไป

ขณะที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ก็มุ่งอำนวยความสะดวกให้ระบบ นิเวศนวัตกรรมเอื้อต่อศักยภาพการทำงาน ผ่านการส่งเสริมทั้งเงินทุนและองค์ความรู้ในการสร้างธุรกิจนวัตกรรม ที่มุ่งเน้นใน 5 สาขา ได้แก่ เกษตร อาหาร การแพทย์ ท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ 

นอกจากนี้ภาครัฐ ยังได้สนับสนุน การพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ที่ ให้เกิดเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การบิน ดิจิทัล การแพทย์ครบวงจร และเชื้อเพลิงคุณภาพและเคมีชีวภาพ

และยังมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรม ทันสมัยใน 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมรองรับ สตาร์ทอัพได้อีก จำนวนมาก

อย่างไรก็ตามเมื่อมองถึง กลุ่มเงินทุน หรือ วีซี ซึ่งถือเป็นหัวใจในการหล่อเลี้ยงสตาร์อัพนั้น ก็มีเงินกองทุน ทั้งจากภาครัฐ เช่น ดีป้า และ กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และของเอกชนซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ระดับประเทศ อย่าง SCB 10X   ,  AddVentures by SCG และ Krungsri Finnovate  ที่พร้อมเดินทางลงทุนในสตาร์อัพไทยที่มีศัยยภาพ

 เรียกว่า “สตาร์ทอัพไทย”  หากมีแนวคิดเจ๋งๆ บริการและผลิตภัณฑ์ที่ใช่  แผนการตลาดที่โดน โอกาสประสบความสำเร็จกับการบุกตลาดโลกก็มีอยู่ไม่น้อย!?!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์