ต้องบอกว่าประเทศไทย ถือเป็นอีกประเทศที่คนในสังคมป่วยเป็น “โรคทางจิตเวช” อยู่ในอันดับต้น ๆ โดยมีทั้งคนที่เข้ารับการปรึกษา บำบัด และมีคนต้องจบชีวิต ฆ่าตัวตายด้วยสาเหตุโรคที่มาจากปัญหาทางสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในสังคมเองก็ยังมีผู้คนที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “โรคทางจิตเวช” อยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังมีสื่อต่าง ๆ ที่พูดถึงเรื่องดังกล่าวไม่มากนัก และเมื่อเร็ว ๆ นี้ หมิว – สิริลภัส กองตระการ อดีตนักแสดงดัง ที่ผันตัวสู่เส้นทางการเมือง และได้เป็น ส.ส.กรุงเทพ เขตบางกะปิ จาก พรรคก้าวไกล ก็ได้หยิบยกประเด็นคอนเทนต์ในสื่อ โดยเฉพาะซีรี่ส์ ที่จะทำให้ผู้คนได้ตระหนักและเข้าใจ เกี่ยวกับปัญหาของสุขภาพจิตขึ้นมาอภิปรายได้อย่างน่าสนใจ

โดย ส.ส. หมิว ได้นำรายงานผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2565 ของสื่อสาธารณะ “ไทยพีบีเอส” มาอภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะชื่นชมไทยพีบีเอส ว่าเป็นสื่อสาธารณที่ยึดโยงประชาชน ผลิตเนื้อหาที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ส.ส. หมิว ยังได้เพิ่มข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ ในเชิงเนื้อหาที่เกี่ยวกับประเด็นสุขภาพจิต โดยให้ไทยพีบีเอส เพิ่มการผลิตละครและซีรีส์ที่มีเนื้อหาดังกล่าว เพื่อเป็นการให้ข้อมูล ความรู้ และช่วยทำให้สังคมหันมาสนใจเรื่องสุขภาพใจมากขึ้น

ทั้งนี้ยังได้ยกรายการที่มีคอนเทนต์เกี่ยวกับสุขภาพจิต ได้แก่ “บ้านพลังใจ” รายการวาไรตี้เรียลลิตี้ ที่มีคอนเซ็ปต์ว่า “เพราะบ้านเป็นพลังของใจ เรียนรู้ความรู้สึกซึ่งกันและกัน พร้อมฟังคำแนะนำจากนักจิตวิทยาที่จะช่วยกันวิเคราะห์ปัญหา เสนอทางเลือก และทางออกให้กับทุกครอบครัว” ซึ่ง ส.ส. หมิว ยอมรับว่าเป็นก้าวแรกที่ดีมาก และหวังว่าในแผนการจัดทำรายการ ประจำปี 2566 เรื่องทิศทางด้านเนื้อหา และช่องทางสื่อสาร ที่เน้นข่าวสารสาระที่ทันสถานการณ์ เน้นสาระเรียนรู้ สารประโยชน์ และสาระบันเทิง เน้นการสื่อสารให้คนหลากหลายกลุ่ม

พร้อมกันนี้ยังชวนระดมความคิดเห็น ในการเพิ่มเนื้อหาสาระ ประเด็นสุขภาพจิต ให้อยู่ในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ตอนนี้มีแนวโน้มคนที่ป่วยเป็นภาวะซึมเศร้า มีภาวะเครียด และเป็นผู้ป่วยที่มีโรคจิตเวชเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี 58 – 64 สัดส่วนของผู้ป่วยโรคจิตเวชเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จาก 1.3 ล้าน เป็น 2.3 ล้าน ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจว่า สังคมเราควรหันกลับมามองเรื่องของปัญหาสุขภาพจิตได้แล้วหรือยัง ซึ่งจากศักยภาพการผลิตละครหรือซีรี่ส์ ที่ไทยพีบีเอส ได้ทำมาและได้รับรางวัลด้วย จึงอยากฝากให้สื่อที่มีศักยภาพได้ผลิตละครหรือซีรี่ส์ที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต ให้ประชาชนได้เรียนรู้เพิ่มเติม

นอกจากนี้ ส.ส. หมิว ยังยกตัวอย่าง ผลงานแสดงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต ทั้งซีรี่ส์ “Spin Out” ที่นำเสนอตัวเอก ที่เป็นนักไอซ์สเก็ต และมีเรื่องราวเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ หรืออารมณ์สองขั้ว โดยเล่าอาการของคนเป็นโรคไบโพลาร์ได้ชัดเจน ครบถ้วน , ซีรี่ส์ “TED LASSO” เป็นซีรี่ส์ที่เสนอแง่มุมของการมองโลกในแง่ดีจนเกินไป เป็นการสร้างพลังบวกให้ตัวเอง จนรู้สึกอึดอัด และพยายามทำให้มนุษย์แสดงออกแบบมนุษย์คนนึง

ส่วนตัว ส.ส. หมิว นั้นเชื่อว่าซีรี่ส์เรื่องนี้กลับมาทำให้มนุษย์ทบทวน เราเป็นสามารถเป็นมนุษย์คนนึงที่สามารถมีอารมณ์โกรธ หดหู่ เศร้าเสียใจ และแสดงออกได้ ในฐานะมนุษย์คนนึง และยังได้ยกตัวอย่างบทวิจารณ์จาก คาลิล พิศสุวรรณ (นักเขียนและนักวิจารณ์) ที่วิจารณ์ซีรี่ส์ “ TED LASSO” ได้น่าสนใจว่า “โดยเฉพาะในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศซึ่งต้องจ้องตากับความโหดร้ายเลวทรามของรัฐบาลไม่เว้นวันด้วยแล้ว ไม่ปฏิเสธหรอกว่าชีวิตเราก็อยากจะมองโลกในแง่ดีบ้าง แต่หากจะให้ฝืนมองโลกในแง่ดีท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่เลวร้ายแบบนี้ สู้ยอมเดินออกจากทุ่งลาเวนเดอร์ เพื่อมาปลดปล่อยความโกรธแค้นท่ามกลางเปลวไฟดีกว่าอย่างน้อยก็ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง… (บทวิจารณ์เขียนลงเว็บ Adaymagazine เมื่อปี 2021)”

รวมถึง ส.ส. หมิว ยังได้เสนอซีรี่ส์เกาหลีเรื่องดัง “It’s Okay to Not Be Okay” ซึ่งเป็นการนำเสนอความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ ในแง่การโอบรับสิ่งที่ตัวเองเป็น และที่เพื่อนมนุษย์เป็น ซึ่งทำให้ผู้ชมย้อนกลับไปว่าบาดแผลที่เคยเกิดขึ้นทั้งดีและร้าย มันหล่อหลอมให้คนเติบโตมาอย่างไร อีกทั้งยังนำเสนอรายการที่เป็น Interactive ที่ลงในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ทีวีสาธารณะได้ ซึ่งจะเป็นการวิธีผ่อนคลายให้เหมาะสมกับตัวบุคคล

ทั้งนี้หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปที่ ส.ส.หมิว ในแพลตฟอร์ X (ทวิตเตอร์) ก็มีแฟน ๆ ให้ความสนใจ และเข้ามาแนะนำผลงานเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตอีกมามาย อาทิ ซีรี่ส์ “ณ ขณะเหงา” ที่บอกเล่าเรื่องราว “ซัน” ชายหนุ่มผู้มีภาวะ Asperger’s Syndrome (ความบกพร่องด้านพัฒนาการทางระบบประสาทที่มักเกิดในเด็ก โดยจัดอยู่ในกลุ่มอาการเดียวกับออทิสติก) วางแผนว่าจะจากโลกนี้ไป แต่ต้องล้มเหลวอีกครั้ง เพราะการเสียชีวิตกะทันหันของ “ลุงหมอก” เจ้าของร้านกาแฟและห้องสมุดเล็ก ๆ ทำให้ “ซัน” ได้เจอกับ “ใยไหม” สาวมั่นนักวางแผนการเงิน ผู้ชอบความสัมพันธ์แบบ One Night Stand จากคนที่เคยใช้ชีวิตอย่างเดียวดาย ต้องกลายเป็นคนรู้จักและผูกพันกัน โดยเป็นการถ่ายทอดเกี่ยวกับผู้ป่วยซึมเศร้า หนึ่งในโรคจิตเวชที่กำลังถูกพูดถึงมากในปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม

TEA BOX ชายชรากับหมาบ้า” ซีรี่ส์ที่ใช้กล่องชาเป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างกัน และเป็นหนึ่งในละครชุด “อย่า อยู่ อย่าง อยาก The Series” โดยด้วยเรื่องราวระหว่างชายชราผู้สิ้นหวังในการมีชีวิตอยู่ กับชายหนุ่มผู้ล้มเหลวในชีวิต ทั้งคู่สื่อสารกันผ่านการเขียนโน้ตใส่ไว้ในกล่องชา จนก่อเกิดมิตรภาพต่างวัยและความเข้าใจความหมายของชีวิต ซึ่งซีรี่ส์เรื่องนี้ยังเน้นย้ำให้เข้าใจถึงผู้ใหญ่วัยชรา ที่บางครั้งอาจดูอารมณ์ร้ายไปบ้าง แต่มีไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับอาการซึมเศร้าหลังเกษียร โดยเฉพาะตอนนี้ที่สังคมไทยกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย รวมถึงการเดินตามฝันของวัยหนุ่มสาว ที่อาจทำให้ฉุกคิดถึงกันและกันมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

ล่าสุดไทยพีบีเอสกำลังมีซีรี่ส์ใหม่ อย่าง “It’s ok to be 30 สามสิบกำลังดี” ที่จะเล่าถึงชีวิต “พลอยดาว” ที่หลายคนคิดว่าในวัย 30 ชีวิตเราควรจะมีอะไรบ้าง ? มีรถ มีบ้าน มีการงานที่มั่นคง มีเงินเก็บ มีเพื่อนดี หรือมีแผนแต่งงานกับคนรัก ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ พลอยดาว…ไม่มีสักอย่าง!

โดยซีรี่ส์ดังกล่าวได้หยิบยกเรื่องราววิกฤติชีวิตในช่วงวัย 30 มาพูดถึง ทั้งเรื่องความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ การแต่งงาน หรือแม้แต่การสงสัยในคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายคนในวัยนี้กำลังเผชิญ โดยเฉพาะในยุคโซเชียล มีเดีย ที่คนมักอวดความสำเร็จในรูปแบบต่าง ๆ กลายเป็นการตั้งคำถามที่มาพร้อมความคาดหวังว่า อายุเท่านี้ควรมีบ้าน รถ หรือความสำเร็จอะไรเป็นของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่ Toxic ในชีวิตของบางคน ที่ถูกกดทับด้วยความสำเร็จของคนอื่นในรูปแบบต่าง ๆ ว่าต้องมีบรรลุเป้าหมายอะไรตามสเต็ปชีวิตบ้าง ทั้งที่ในความเป็นจริง มันมีปัจจัยมากกว่านั้น ทั้งต้นทุนชีวิต โอกาส หรือทักษะความสามารถ ซึ่งการเปรียบเทียบแบบนี้ ยังทำให้หลายคนหมดไฟในการทำงานและใช้ชีวิต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือปัญหาด้านจิตเวชอื่น ๆ ด้วย

ภาพ : engin akyurt / Unsplash

สำหรับปัญหาผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทย ยังถือว่าเป็นสถิติที่น่าเป็นห่วง ซึ่งรายงานการศึกษาภาวะสังคมไทย โดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2565 พบข้อมูลสำคัญด้านสุขภาพสุขภาวะที่น่ากังวลสำหรับสังคมไทย นั่นคือปัจจุบันคนไทยมีแนวโน้มประสบกับ “ภาวะเครียดและซึมเศร้า” มากขึ้น รวมทั้งมีผู้ป่วยยาเสพติดที่จำนวนหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรง โดยข้อมูลของ ศูนย์วิจัยและสารสนเทศโรคซึมเศร้า พบว่า ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าคาดประมาณ 1.36 ล้านคน ซึ่งในเดือนกันยายนมีอัตราการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอยู่ที่ร้อยละ 90.6 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ร้อยละ 84.9

ทั้งนี้ สมาคมจิตแพทย์ ยังได้ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐเฉลี่ยวันละประมาณ 50 คน ขณะที่สถิติผู้รับบริการจากสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ระหว่างเดือนตุลาคม 2564 – สิงหาคม 2565 เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 15 อีกทั้งอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560

ภาพ : Stormseeker / Unsplash

ขณะที่ในช่วงไตรมาส 4 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เผยแพร่รายงานภาวะสังคมไตรมาส 4 และภาพรวม พ.ศ.2565 โดยระบุว่า โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายจากปัญหาสุขภาพจิตยังมีอัตราเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในปี 2563 มีอยู่ 355,537 คน แต่ในปี 2564 เพิ่มเป็น 358,267 คน และอัตราการฆ่าตัวตายในปี 2564 อยู่ที่ 7.38 รายต่อประชากรแสนคน เพิ่มขึ้นจากในช่วงปี 2547 – 2563 ที่ทรงตัวอยู่ในระดับ 5 – 6 รายต่อประชากรแสนคน ทั้งนี้กลุ่มอายุที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุด คือ กลุ่มอายุ 15 – 34 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงานตอนต้น โดยมีปัจจัยหลัก คือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว ในสถานที่ทำงาน หรือในโรงเรียน รวมทั้งภาวะป่วยกายหรือใจเรื้อรัง การใช้สุราและสารเสพติด และภาวะเครียดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ภาพ : Caleb Woods / Unsplash

ส่วนข้อมูลผู้รับบริการจากสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ในปี 2564 มีจำนวน 120,510 สาย ซึ่งสาเหตุ 3 อันดับแรกในการโทรปรึกษา คือเครียดวิตกกังวลร้อยละ 52 ผู้ป่วยจิตเวชเดิมร้อยละ 38 และผู้มีความคิดฆ่าตัวตายร้อยละ 21 ส่วนผู้ตอบแบบ ขณะที่การประเมินสุขภาพจิตผ่านช่องทาง MENTAL HEALTH CHECK-IN ของกรมสุขภาพจิต มีผู้ตอบแบบประเมิน 1.4 ล้านคน โดยพบภาวะเสี่ยงซึมเศร้ามากที่สุด รองลงมาเป็นเครียดสูง และเสี่ยงฆ่าตัวตาย

สอดคล้องกับ “ศูนย์เฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์” ที่ได้ทำสรุปผลวิเคราะห์ปัญหาการฆ่าตัวตายในคนไทย ปี 2565 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2565 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา โดยระบุว่า อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จของประเทศไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกินกว่าค่าเป้าหมายวิสัยทัศน์กรมสุขภาพจิต ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563-2565) ซึ่งกำหนดอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จไม่เกิน 6.3 ต่อแสนประชากร ซึ่งล่าสุดปี พ.ศ 2564 อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ ยังเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7.38 ต่อแสนประชากร เนื่องจากเหตุปัจจัยของการฆ่าตัวตายมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตตามห้วงเวลา

ภาพ : Dollar Gill / Unsplash

จากการติดตามวิเคราะห์ข้อมูลและสังเกตการฆ่าตัวตายในคนไทยพบว่า การฆ่าตัวตายในบุคคลแต่ละครั้ง จะเกิดขึ้นเมื่อมีครบ 5 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ 1 บุคคลนั้นต้องมีปัจจัยเสี่ยง (Risk factors) ที่โน้มนำให้ฆ่าตัวตายได้มากกว่าคนทั่วไป 2 มีสิ่งกระตุ้น(Trigger) หรือปัจจัยกระตุ้น(Precipitating factors) ให้คิดและกระทำฆ่าตัวตาย 3เข้าถึงวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ที่ใช้ฆ่าตัวตายได้ง่าย หรือด่านกั้นล้มเหลว 4 การเฝ้าระวังป้องกันล้มเหลว และ 5.บุคคลนั้นมีปัจจัยปกป้อง(Protective factors) ที่อ่อนแอ

ในส่วนของเหตุปัจจัยเสี่ยง (Risk factors) จากข้อมูล “รง506S” นั้นพบว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ฆ่าตัวตายสำเร็จ นั้น เกิดจาก “การป่วยโรคจิตเวช” มาเป็นอันดับ 2 โดยมีค่าร้อยละ 24.2 ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ได้แก่ ป่วยโรคทางกายเรื้อรังร้อยละ 30.3 , อันดับ 3. ใช้แอลกอฮอล์ ร้อยละ21 , อันดับ 4. เคยมีประวัติทำร้ายตนเองร้อยละ 12.1 และ อันดับ 5. ติดสารเสพติดร้อยละ 10.4

ภาพ : Jakayla Toney / Unsplash

จากรายงานต่าง ๆ ทำให้เห็นว่ามีคนไทยอีกไม่น้อย มีเผชิญปัญหาด้านจิตเวช ไม่ว่าจะเป็น โรคซึมเศร้า (Depression) , โรคจิตเภท (Schizophrenia) , โรควิตกกังวล (Anxiety) , โรคจิตเวชเนื่องมาจากสารเสพติด (Substance Induced Men tal Illness) , โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว (Bipolar Disorder) รวมทั้งโรคแพนิก และโรคสมองเสื่อม เป็นต้น โดยบางคนก็รู้ตัวว่าป่วย แต่บางรายก็ไม่รู้ตัว ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพจิตเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ปัญหาความเครียดจากเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาความสัมพันธ์ ในครอบครัว สังคม ไปจนถึงปัญหาการเมือง เป็นต้น

ภาพ : Eric Ward / Unsplash

ในขณะที่ผู้ป่วยด้านจิตเวชเพิ่มมากขึ้น แต่จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ด้านสุขภาพจิตยังขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานในปี 2564 ระบุบางจังหวัดไม่มีจิตแพทย์เลย ส่วนข้อมูลเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 จาก สถิติกองบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ระบุว่า จำนวนบุคลากรด้านสุขภาพจิตและจิตเวชในประเทศไทยจำกัดอย่างมาก โดยมีจำนวนและอัตราส่วนต่อประชากรแสนคน ได้แก่ จิตแพทย์รวม 845 คน ซึ่งมีอัตราส่วน 1.28 คนต่อประชากรแสนคน , นักจิตวิทยา (คลินิก) รวม 1,037 คน ซึ่งมีอัตราส่วน 1.57 คนต่อประชากรแสนคน , พยาบาลจิตเวชรวม 4,064 คน ซึ่งมีอัตราส่วน 6.14 คนต่อประชากรแสนคนข้อมูลข้างต้นสะท้อนอย่างชัดเจนว่า จำนวนบุคลากรด้านสุขภาพจิตและจิตเวชนั้นไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตในขณะที่สุขภาพจิตโดยรวมของคนในประเทศไทยนั้นกลับเสี่ยงขึ้นเรื่อย ๆ

ภาพ : Gadiel Lazcano / Unsplash

ยิ่งเมื่อเห็นจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ด้านสุขภาพจิต ที่ไม่พอพียงกับผู้ป่วยแล้ว การที่สื่อสาธารณะต่าง ๆ จะผลิตคอนเทนต์ที่สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ โรคจิตเวช อีกทั้งโอบรับผู้ป่วยที่ต้องเผชิญปัญหาทางจิต ก็เป็นอีกวิธีที่ดีในการช่วยแบ่งเบาจิตแพทย์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ที่สำคัญยังทำให้คนทั่วไปได้ตระหนักและเข้าใจโรคจิตเวชและผู้ป่วยโรคนี้ ทำให้อยู่ด้วยกันในสังคมได้อย่างเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น

ภาพ : Gioele Fazzeri / Unsplash

สถิติและข้อมูลทั้งหมดชี้เห็นว่า “โรคทางจิตเวช” นั้นเป็นภัยที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และรอวันทำลายชีวิตผู้คนเหมือนเพชฌฆาตที่ซ่อนอยู่ในเงามืด แต่ในทางเดียวกันสิ่งที่ใกล้ตัวผู้คนเช่นกันก็คือสื่อ โดยเฉพาะในรูปแบบสาระบันเทิง ทั้งซีรี่ส์หรือรายการต่าง ๆ ที่เข้าถึงง่าย ซึ่งอาจเป็นแสงส่องทางให้ได้ตะหนักและเข้าใจเกี่ยวกับ “โรคทางจิตเวช” และหันมาใส่ใจและดูแล “สุขภาพใจ” กันมากยิ่งขึ้น รวมถึงอาจเป็นอีกวิธีที่จะนำไปสู่การลดลงของผู้ป่วยด้านจิตเวชในอนาคตก็เป็นได้

ข้อมูล : https://suicide.dmh.go.th/news/files/สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัญหาการฆ่าตัวตายv2.1.pdf , https://www.hfocus.org/content/2022/12/26697 , https://www.hfocus.org/content/2023/03/27358

ชาวบ้าน 1/4