เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ชุดรวบรวมและตรวจสอบข่าว กอ.รมน.จังหวัดกาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณภายในโรงเรียนคุรุชนประสิทธิ์ศิลป์ ต.คำเหมือดแก้ว อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ หลังได้รับแจ้งจากประชาชนว่า มีการตัดไม้พะยูงเหมือนกัน ด้วยวิธีประมูลขายนำเงินเข้าแผ่นดิน 3 ต้น ขายให้กับพ่อค้าในราคา 30,000 บาท โดยขายไปเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2566 ซึ่งพฤติกรรมการตัดไม้พะยูงประมูลขายคล้ายกับปัญหาที่เกิดขึ้นที่ โรงเรียนคำไฮวิทยา อ.หนองกุงศรี และโรงเรียนหนองโนวิทยาคม อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ โดยระบุสาเหตุว่า ก่อนที่จะมีการขาย มีแก๊งมอดไม้เข้าไปลักตัดไม้พะยูงในโรงเรียน จึงได้นำปัญหาเข้าหารือกับ ผอ.สพป.เขต 2 กาฬสินธุ์ ที่แนะนำให้ตัดขาย เพื่อตัดปัญหาการลักลอบ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับครูและนักเรียน

แฉเล่ห์ตัดไม้พะยูงคาโรงเรียน พบพิรุธคณะกรรมการ 3 ฝ่าย เชื่อมโยงนายทุนจีน

การลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบกลุ่มชาวบ้านและครูประจำโรงเรียนคุรุชนประสิทธิ์ศิลป์ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีอาคารเรียนแห่งเดียว สอนนักเรียน 33 คน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ซึ่งตั้งมาตั้งแต่ปี 2493 ปัจจุบันมีครู 2 คน เป็นคนในชุมชนอำเภอห้วยเม็ก ไม่มีผู้อำนวยการประจำโรงเรียน มีเพียงรักษาการ ผอ.โรงเรียน ซึ่งชาวบ้านพาไปดูจุดที่เคยมีไม้พะยูง พบว่าห่างจากอาคารเรียนประมาณ 50 เมตร พร้อมเล่าว่าสาเหตุที่ได้มีการตัดไม้พะยูงในโรงเรียน เนื่องจากมีปัญหาแก๊งมอดไม้เข้ามาลักลอบตัดไป ตั้งแต่ปี 2558 หลายครั้ง ครั้งล่าสุดมอดไม้มาลักตัดไม้พะยูงในโรงเรียนในช่วงเดือนมกราคม 2566 และได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยเม็ก และได้รายงานไปยังต้นสังกัดมาโดยตลอด

ครูประจำโรงเรียน เล่าว่า เมื่อมีการลักลอบตัดถึงปี 2566 ทางโรงเรียนได้ทำหนังสือรายงานไปถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 หรือ ผอ.สพป.เขต 2 โดยหลังจากรายงานการลักลอบตัด ทาง สพป. สั่งให้ทางโรงเรียนสืบสวนข้อเท็จจริง แล้วรายงาน สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 ทราบ โดยทางโรงเรียนก็ได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว แต่ปรากฏว่าได้รับแจ้งจาก สพป.กาฬสินธุ์ บอกว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ พร้อมกับมีคำแนะนำว่า หากปล่อยให้มีการตัดต้นไม้พะยูงอีก ก็จะถูกสอบวินัย ทางโรงเรียนมีครูผู้หญิงเพียง 2 คน จึงเกรงจะเกิดอันตรายและเกรงจะถูกสอบวินัย จึงได้เข้าไปปรึกษา สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 เนื่องจากเกรงจะได้รับอันตรายจากบุคคลที่มาลักลอบตัด

ทั้งนี้ สพป.กาฬสินธุ์ แนะนำให้ดำเนินการตัดไม้พะยูงขาย โดยให้ทำตามเอกสารตัวอย่างโรงเรียนหลายแห่งที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ และยืนยันกับทางโรงเรียนว่าถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด จากนั้น วันที่ 31 มกราคม 2566 ทางโรงเรียนฯ ได้ประชุมคณคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อขอมติอนุมัติตัดต้นไม้พะยูง ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 โรงเรียนส่งหนังสือเรียนธนารักษ์พื้นที่กาฬสินธุ์ เรื่องขออนุญาตตัดต้นไม้พะยูงเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้แผ่นดิน ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 โรงเรียนส่งหนังสือเรียน ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 เรื่องขออนุญาตตัดต้นไม้พะยูงเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้แผ่นดิน จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ธนารักษ์พื้นที่กาฬสินธุ์ เข้ามาประเมินต้นไม้พะยูง โดยครูยืนยันไม่มีความรู้เกี่ยวกับไม้พะยูง เพียงทำตามคำแนะนำของ สพป.กาฬสินธุ์ ซึ่งการดำเนินการประเมินราคา ก็เกิดขึ้นระหว่าง สพป.กาฬสินธุ์-ธนารักษ์พื้นที่กาฬสินธุ์ และดำเนินการออกใบเสร็จในตาม สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 และมีนายหน้าตัดเข้ามาตัดต้นไม้พะยูง ในวันที่ 1 มีนาคม 2566 ในช่วงกลางวัน โดยเอกสารการประเมินราคา การอนุญาต และได้นำใบเสร็จจ่ายเงิน 3 ต้น จำนวนเงิน 30,000 บาท อยู่ในวันเดียวกัน

“กรณีนี้ตนยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความบริสุทธิ์ใจ เพราะเราเป็นครูน้อย เมื่อมีปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูง ก็ได้รายงานต้นสังกัด และได้รับคำแนะนำมาแบบนี้ และเขตพื้นที่การศึกษาก็ยืนยันว่า ทุกอย่างทำถูกต้องตามกฎหมาย ตามระเบียบพัสดุของกรมธนารักษ์ทุกประการ ยอมรับต้นพะยูงที่ถูกตัดรู้สึกเสียดาย แต่การตัดก็เพื่อป้องกันปัญหาจากภัยที่จะเกิดขึ้นกับตนเองและนักเรียน เพราะจากการติดตามข่าวหลายพื้นที่ ก็ไม่เคยเห็นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวคนร้ายได้ โดยเฉพาะครั้งสุดท้าย มีชาวบ้านไปเห็นกลุ่มตัดไม้ในช่วงกลางคืน กลุ่มตัดไม้จะมีความใจเย็นมาก และบอกกับคนที่เห็นว่า อย่าออกมาเพราะมาตัดไม้พะยูงไม่ได้คิดทำร้ายใคร เรื่องนี้ยืนยันว่า การประเมินราคาไม้ มีเจ้าหน้าที่ธนารักษ์ที่ระบุในเอกสารชัดเจน มีการจ่ายเงินตามเอกสารกับ สพป.เขต 2 กาฬสินธุ์ ยืนยันในความบริสุทธิ์ของทางโรงเรียน

แหล่งความด้านความมั่นคง กล่าวว่า ต้นเหตุก็คือคำสั่งอนุญาตให้ตัดโดยธนารักษ์พื้นที่กาฬสินธุ์ ซึ่งหากไม่อนุญาตตามคำของทางผู้อำนวยการโรงเรียนหรือสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา เขต 2 การตัดไม้พะยูงในโรงเรียนหรือในพื้นที่ราชการคงไม่เกิดขึ้น เพราะตรวจสอบขั้นตอนแล้ว สาเหตุมาจากการอ้างระเบียบพัสดุของกรมธนารักษ์ ในตัวอย่างที่เปิดเผยออกมา เช่น โรงเรียนคำไฮวิทยา อ.หนองกุงศรี นอกจากเรื่องระเบียบพัสดุ ยังเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และที่โรงเรียนหนองโนวิทยาคม อ.ห้วยเม็ก รวมถึง โรงเรียนคุรุชนประสิทธิ์ศิลป์ อ.ห้วยเม็ก ก็เป็นจุดที่ชี้ให้เห็นชัดว่า นี่คือกระบวนการฟอกขาวตามระเบียบพัสดุ ซึ่งทั้งสองแห่งเมื่อสอบถามไปยังนายอำเภอ ก็บอกว่าไม่ทราบว่ามีการตัด ซึ่งหากไม่มีชาวบ้านนำปัญหามาประจานทางโซเชียล ก็คงจะนั่งทับให้เรื่องเงียบหาย และกลุ่มมอดไม้ก็จะตัดและทำต่อไปจนกว่าจะถูกจับได้

“การที่ทางจังหวัดตื่นตัวออกมาตรวจสอบ จึงเป็นการค้นหาความจริง ความถูกต้อง ตามหลักการทางปกครอง ซึ่งหากเรื่องนี้เป็นฝีมือชาวบ้าน ก็คงจะถูกอำนาจรัฐเล่นงานตามกฎหมายไปแล้ว แต่เรื่องนี้กลับนิ่งสนิทเงียบกริบ โดยเฉพาะต้นสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลัง มีแต่ข่าวออกมาให้ตรวจสอบแต่ไม่เห็นดำเนินการอย่างไร ไม่เหมือนกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีคำสั่งย้ายและมีการดำเนินการสอบสวนทางวินัยจริงจัง หรือในวันนี้ ผู้บริหารในกระทรวงฯ ต้องการที่จะปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหาย แต่ในส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้คงไม่เงียบ เพราะเหตุที่เกิดมีหลักฐานเกี่ยวพันชัดเจน คำตอบจึงขึ้นอยู่กับว่า จะเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่ หรือจะรอให้ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา เขต 2 และธนารักษ์พื้นที่กาฬสินธุ์ เกษียณอายุราชการไปเสียก่อน กลายเป็นมวยล้มต้มประชาชนทั้งแผ่นดิน” แหล่งข่าวกล่าว