จากกรณีที่เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ออกมาเปิดเผยว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการยื่นเอกสารขอพระราชทานอภัยโทษเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งเอกสารแนบประกอบการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาบางส่วนได้ถูกส่งมายังกระทรวงยุติธรรม อาทิ เอกสารทางการแพทย์เกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วยและแผนการรักษาโรคฉบับภาษาอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารดังกล่าว ตามที่มีการรายงานข่าวไปนั้น 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 1 ก.ย. “ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์” ตรวจสอบเอกสาร การพระราชทานอภัยโทษและขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษ ส่วนอภัยโทษ สำนักทัณฑปฏิบัติ กรมราชทัณฑ์ พบว่า ขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายมีกระบวนการ คือ ผู้ต้องโทษหรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องดำเนินการยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถาน หรือ กระทรวงยุติธรรม หรือสำนักราชเลขาธิการ หรือกระทรวงการต่างประเทศ หรือสถานทูต เพื่อเขียนพรรณาถึงสาเหตุการทูลเกล้าฯ ตามแบบคำร้องบังคับของทางเรือนจำฯ 

พร้อมแนบเอกสารที่จะต้องใช้ประกอบการยื่นฎีกา เช่น เอกสารคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับรายคดีของผู้ต้องขัง เอกสารรายงานคุณงามความดี ข้อมูลประวัติการรักษาอาการเจ็บป่วย และหลักฐานอื่นๆ ส่วนตัว เป็นต้น หลังจากเรือนจำ/ทัณฑสถานได้รับเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของนักโทษเด็ดขาดแล้ว ให้เรือนจำ/ทัณฑสถานดำเนินการสอบสวนเรื่องราวทูลเกล้าฯ เพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานให้แล้วเสร็จ แล้วส่งต่อเอกสารดังนี้ไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อประกอบการพิจารณา อย่างละ 2 ชุด คือ 

1.แบบสอบสวนเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ 2.ฎีกาทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษของผู้ต้องขังหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง 3.สำเนาคำพิพากษาทุกชั้นศาลที่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อใด และมีการรับรองสำเนาถูกต้องโดยเจ้าหน้าที่ศาล 

4.สำเนาหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและหมายลดโทษ 5.ทะเบียนประวัติอาชญากร 6.สำเนาทะเบียนรายตัว (ร.ท. 101) 7. บันทึกความเห็นของแพทย์หรือจิตแพทย์ 8.คำสั่งถอดยศกรณีผู้ต้องขังเคยรับราชการตำรวจหรือทหารซึ่งมีชั้นยศ ยกเว้น พลตำรวจหรือพลทหาร และเอกสารอื่นๆ (ถ้ามี) 

ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารขอพระราชทานอภัยโทษ มีดังนี้ 1.แบบสอบสวนเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษต้องมีรายละเอียดถูกต้องครบถ้วน 2.หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดจะต้องครบถ้วนทุกคดีหากต้องโทษหลายคดี รวมทั้งหมายลดโทษหากได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษ ซึ่งจะต้องมีรายละเอียดสำคัญ คือ วันที่คดีถึงที่สุด/วันเริ่มต้นนับโทษจำคุก/หมายเลขคดีดำและหมายเลขคดีแดง ต้องตรงกันกับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น 

3.สำเนาคำพิพากษาครบถ้วนทุกชั้นศาลและทุกคดีที่มีการพิจารณาคดี และจะต้องมีการรับรองสำเนาถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ของศาล มีข้อความชัดเจน รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา 4.รายการประวัติของกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติการกระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

5.ทะเบียนประวัติรายตัว (ร.ท. 101) ต้องเป็นปัจจุบันและคงรายละเอียดให้ครบถ้วน อาทิ การฝึกวิชาชีพ การศึกษา รูปถ่าย และ 6.เอกสารอื่น ๆ เช่น หนังสือรับรองความประพฤติจากผู้นำในชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ เอกสารและหรือภาพถ่ายแสดงการประกอบคุณงามความดีตามที่อ้าง ใบรับรองแพทย์และหรือภาพถ่ายแสดงความเจ็บป่วยตามที่อ้าง 

ทั้งนี้ เมื่อเรือนจำ/ทัณฑสถาน รวบรวมเอกสารครบถ้วนให้จัดทำเป็น 3 ชุด แล้วจัดส่งไปกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาดำเนินการจำนวน 2 ชุด ส่วนอีก 1 ชุด ให้เก็บไว้ที่เรือนจำ จากนั้นกรมราชทัณฑ์จะประมวลเรื่องราวจากเอกสารดังกล่าว โดยการตรวจสอบเรื่องราวโดยละเอียดเกี่ยวกับฎีกา คำพิพากษา หมายจำคุก หมายลดโทษ เอกสารประกอบเรื่องราวว่าถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ แล้วจึงสรุปย่อฎีกาทูลเกล้าฯ และคำพิพากษาในคดีของนักโทษเด็ดขาดรายนั้น ๆ 

ถัดมาให้ประมวลเรื่องราว ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและเหตุผลที่จะถวายความเห็นขึ้นไปตามลำดับชั้น จนถึงกระทรวงยุติธรรม และเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณาให้ความเห็นแล้ว จะเสนอเรื่องเพื่อนายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อไป ซึ่งความสมบูรณ์ของเอกสารมีความสำคัญต่อการพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ท้ายสุด เมื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานั้นเป็นประการใด กรมราชทัณฑ์จะแจ้งให้เรือนจำ/ทัณฑสถานทราบ เพื่อแจ้งผู้ถวายฎีกา และบันทึกรับทราบไว้เป็นหลักฐาน

สำหรับผลของการพระราชทานอภัยโทษ เมื่อได้พระราชทานอภัยโทษตามที่ผู้ต้องโทษได้ยื่นเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ผลก็คือห้ามไม่ให้บังคับโทษนั้นแก่ผู้ต้องโทษ เช่น โทษจำคุกก็ให้เลิกการจำคุก โทษประหารชีวิตก็ให้ยกเลิกการประหารชีวิต หากถูกจำคุกอยู่ก็ให้หยุดจำคุกทันที หากเป็นโทษปรับก็ต้องคืนค่าปรับให้ผู้ต้องโทษทั้งหมด แต่ถ้าทรงพระราชทานอภัยโทษจากโทษหนักเป็นโทษเบา ก็ให้ลงโทษที่คงเหลืออยู่ต่อไป.