ถือเป็นความท้าทายไม่น้อยสำหรับอุตสาหกรรมทีวีในอนาคต เมื่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงฉากทัศน์ของอุตสาหกรรมไป
ไม่ว่าจะเป็นการมาของบริการเนื้อหารายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ วีดิโอ ผ่าน โครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ โอทีที(OTT) พฤติกรรมผู้บริโภคหรือผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไป การหลอมรวมของสื่อต่างๆ จึงเป็น “โจทย์หิน”ของหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
วันนี้” เดลินิวส์” มีคำตอบ จาก “ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต” กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ที่ เข้ามารับหน้าที่ 1 ปี 4 เดือน แล้ว ว่า กสทช.จะมีแนวทางอย่างไรบ้างในเรื่องนี้ !?!
“ศ.ดร.พิรงรอง” ยอมรับว่า ตอนนี้อุตสาหกรรมโทรทัศน์ หรือทีวี กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเมื่อถึงเวลา ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุลงในปี 72 การประมูลทีวีดิจิทัลอีกอาจจะไม่มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วม เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการ มีช่องทางออนไลน์ที่ออกอากาศคู่ขนานอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน การให้บริการโอทีที กำลังเข้ามาได้รับความนิยมมากขึ้น คนดูทีวีน้อยลง ซึ่งกสทช.ในฐานะ หน่วยงานกำกับต้องมีแผนรองรับในอนาคต และทำให้ผู้ประกอบการยังสามารถทำธุรกิจอยู่ได้!!
“ ในช่วง 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา พยายามเข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมทีวี เพื่อนำข้อคิดเห็นมาช่วยในการกำหนดนโยบายต่าง ๆ เพื่อทำแผนรองรับในอนาคต เนื่องจาก เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายทั้ง ผู้ประกอบการผู้ได้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตคอนเทนต์ ผู้ชม และกฎหมายต่างๆ”
ทั้งนี้ได้วาง 5 นโยบาย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทีวี ได้แก่ 1. การส่งเสริมอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในช่วง ปลี่ยนผ่าน (Online Migration) สู่การกำหนดแนวทางทีวีดิจิทัลหลังปี 72 โดย ขณะนี้กำลังศึกษาแนวทางการจัดทำต้นแบบ “National Streaming Platform” ซึ่งจะเป็น แพลตฟอร์มออนไลน์กลาง ที่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาของทีวีดิจิทัลไปพร้อมๆ กับการออกอากาศภาคพื้นดิน (live streaming) ไปสู่ผู้ชมผ่านอุปกรณ์ ที่ผู้ชมเลือกใช้ ไม่ว่าจะผ่านทางออนไลน์ แอปพลิเคชั่นหรือผ่านเว็บไซต์
“แพลตฟอร์มออนไลน์กลางดังกล่าวจะสามารถเก็บข้อมูลการใช้งานของผู้ชมได้ ทำให้ระบบโฆษณา ซึ่งเป็นรายได้หลักของอุตสาหกรรมทีวีทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแทนที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล จะต้องไปเสียเงินให้แพลตฟอร์มระดับโลก ซึ่งก็ไม่เปิดเผยข้อมูลการเปิดรับของผู้ใช้ให้คนอื่นทราบและ ได้เพียงส่วนแบ่งรายได้ไม่มาก หรือต้องลงทุนทำ โอทีที ทำ online app ของตัวเอง ทำให้ข้อมูลการเปิดรับสื่อไม่รวมศูนย์ กระจัดกระจาย การวางแผนซื้อสื่อทีวีผ่านออนไลน์ก็ทำได้ลำบาก” ศ ดร.พิรงรอง กล่าว

นอกจากนี้ข้อดีที่น่าจะเกิดขึ้นของการผนึกรวมข้อมูลทั้งเนื้อหารายการ โฆษณา และข้อมูลผู้ บริโภค เอาไว้ด้วยกันบนแพลตฟอร์มกลาง คือจะทำให้เม็ดเงินโฆษณาไหลเวียน อยู่ภายในประเทศ แทนที่จะไหลออกไป ที่แพลตฟอร์มต่างประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการทีวี ก็น่าจะได้ส่วนแบ่งรายได้ มากขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาเนื้อหา ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น โดยจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของภาคอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวข้องอีกรอบหนึ่งด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษา เทคโนโลยี 4K ซึ่งหากมีการออกอากาศความคมชัดระดับ 4K จะทำให้ใช้แบนวิธ มากขึ้น ซึ่งคลื่นความถี่ที่ใช้ในปัจจุบัน คือ ความถี่ 470 MHz-690 MHz นั้น จะเพียงพอรอบรับแค่ 4-5 ช่องเท่านั้น จากปัจจุบันที่มีทีวีดิจิทัล 25 ช่อง ขณะเดียวกัน ใน 5G Broadcast ก็จะมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศในการศึกษาด้วย
ส่วนนโยบาย 2 คือ การกำกับ โอทีที ซึ่งอยู่ในช่วงดำเนินการนำโอทีทีเข้าสู่ระบบกำกับดูแล โดยมีการทำงาน ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(เอ็ตด้า) ซึ่งแนวทางจะเป็นการกำกับดูแลแบบหลอมรวม เน้นเรื่องดูแลเนื้อหา คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและผู้บริโภค รวมถึงศึกษาเรื่องการออกใบอนุญาตมีความจำเป็นหรือไม่

ศ ดร.พิรงรอง กล่าว ยังได้บอกถึง นโยบายที่ 3 ที่จะเน้นการส่งเสริม การผลิตคอนเทนค์ที่มีคุณภาพ สำหรับ คนทุกกลุ่ม โดยได้ออกประกาศฯตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงฯ จะใช้งบของกองทุน กทปส.มาสนับสนุน ผู้ประกอบการผลิตเนื้อหา เพื่อพัฒนาซอฟท์พาวเวอร์ไทย ไปสู่ตลาดโลก
ขณะเดียวกันนโยบายที่ 4 จะเป็นการกำกับเนื้อหาและ ส่งเสริมรายการคุณภาพ จะนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ มา มอนิเตอร์ มีการให้เรตติ้งสกอร์กับผู้ประกอบการเพื่อมาลดค่าธรรมเนียมต่างๆ และนโยบายที่ 5 ดำเนินการส่งเสริม สื่อท้องถิ่นและชุมชน สถาบันการศึกษาต่างๆ ในการผลิตสื่อในภูมิภาค ทำโครงการสื่อท้องถิ่น ด้วยงบยูโซ่ รวมถึงผลักดันให้เกิดโทรทัศน์ชุมชนในแพลตฟอร์มต่างๆด้วย
กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ยังได้บอกถึงเรื่อง การแก้ไขประกาศ Must Carry อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยจะมีการถอดรายการฟุตบอลโลกออก ส่วนรายการกีฬาอื่นๆยังอยู่เนื่องจากการรับฟังความคิดเห็น มองว่ากีฬาอื่นๆมีคนไทยร่วมแข่งก็ควรมีอยู่ คาดว่าจะเสนอบอร์ดพิจารณาเร็วๆนี้

อย่างไรก็ตามในเรื่องบอร์ดที่มีความเห็นไม่ลงรอยกันในหลายๆเรื่องนั้น ทาง ศ ดร.พิรงรอง ก็ยอมรับว่า เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง แต่ กสทช.ทุกคนก็พยายามทำงานในความรับผิดชอบของตนเองให้เดินหน้า และพยายามสร้างความเข้าใจร่วมระหว่าง กรรมการ กสทช. เพื่อวางนโยบายการกำกับดูแลยุคหลอมรวมให้ดีที่สุด!!
ส่วนในเรื่องที่อดถามไม่ได้ คือเรื่อง การสรรหา เลขาธิการ กสทช. ที่ยังมีเรื่องวุ่นๆอยู่นั้น ศ ดร.พิรงรอง ยืนยันว่า การสรรหาต้องให้ บอร์ด กสทช.ทุกคนมีส่วนร่วมในการพิจารณาคัดเลือกทุกขั้นตอน ไม่ใช่อำนาจในการพิจารณาเป็น ของประธาน กสทช.คนเดียว !?! เพราะ เลขาฯ กสทช. ต้องทำงานร่วมกับบอร์ดทุกคนไม่ใช่ ประธานฯเท่านั้น!!
ทั้งหมดเป็นแนวทางที่ กสทช.วางไว้ เพื่อรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมทีวีในอนาคต!?!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



