สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ว่า ราคาหุ้นของบริษัทแอปเปิลในตลาดหลักทรัพย์ที่นครนิวยอร์ก ลดลงมากกว่า 6% ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทสูญเสียมูลค่าในตลาดไปแล้วมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.15 ล้านล้านบาท)


ทั้งนี้ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนในหน่วยงานทุกแห่ง ซึ่งสังกัดรัฐบาลกลางในกรุงปักกิ่ง ห้ามใช้สมาร์ตโฟนที่ผลิตโดยบริษัทของต่างประเทศ อาทิ ไอโฟน ของบริษัทแอปเปิลจากสหรัฐ หรือห้ามนำสมาร์ตโฟนเหล่านั้นมายังสถานที่ทำงาน “อย่างเด็ดขาด”


ต่อจากนั้นเพียงวันเดียว บลูมเบิร์กรายงานเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวขยายขอบเขตไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐระดับท้องถิ่น ตั้งแต่มณฑลลงไป และเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ปัจจุบัน จีนมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจมากกว่า 150,000 แห่ง และมีบุคลากรปฏิบัติหน้าที่รวมกันมากกว่า 56 ล้านคน ตามสถิติที่เปิดเผยเมื่อปี 2564


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทางการจีน เกิดขึ้นเพียงสัปดาห์เดียว ก่อนแอปเปิลเตรียมเปิดตัว “ไอโฟน 15” ซึ่งจะเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุด ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีน


ด้านกระทรวงการต่างประเทศจีน และบริษัทแอปเปิล ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองเรื่องนี้ ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นมาตรการตอบโต้ของจีนต่อนโยบายกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐ แต่การดำเนินการไม่น่าขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ เนื่องจากจีนเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของแอปเปิล โดยสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% ของรายรับทั้งหมด


นอกจากนี้ แอปเปิลมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนเช่นกัน จากการที่ 90% ของผลิตภัณฑ์แอปเปิลผลิตในจีน โดยบริษัทฟ็อกซ์คอนน์ ซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดของแอปเปิล แม้มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไต้หวัน แต่มีโรงงานหลายแห่งในจีน และจ้างพนักงานในท้องถิ่นมากกว่า 1.2 ล้านคน.

เครดิตภาพ : AFP