สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงราบัต ประเทศโมร็อกโก เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ว่ากระทรวงมหาดไทยโมร็อกโกรายงาน จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 6.8 แมกนิจูด ในพื้นที่หุบเขา ใกล้กับเมืองมาร์ราเกช ที่เป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 และเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ เมื่อคืนวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น เพิ่มเป็นอย่างน้อย 2,012 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 2,059 คน
???????? Séisme au Maroc: à Tajgalt, des familles brisées et une communauté en deuil pic.twitter.com/9t6LPz4Y6V
— Le360 (@Le360fr) September 9, 2023
???????? Séisme au Maroc: le village de Moulay Brahim s’accroche à l’espoir après le sauvetage d’un membre des Forces auxiliaires pic.twitter.com/Gp1y6mVigz
— Le360 (@Le360fr) September 9, 2023
ทั้งนี้ เมืองอัล-ฮาอูซ ได้รับความเสียหายมากที่สุด เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางของแผ่นดินไหว นอกจากนี้ แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ไกลถึงกรุงราบัต และเมืองคาซาบลังกา ที่อยู่ห่างขึ้นไปทางเหนืออีกหลายร้อยกิโลเมตร
รัฐบาลโมร็อกโกประกาศเมื่อวันเสาร์ ไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 3 วัน ส่วนสำนักงานกาชาดโมร็อกโกเตือนว่า การฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยต้องใช้เวลานานหลายปี
Les drapeaux seront mis en berne sur tous les bâtiments publics, administrations et espaces publics au Maroc, pendant trois jours, et ce à partir de ce samedi 9 septembre. pic.twitter.com/9qOrpoznTR
— Le360 (@Le360fr) September 9, 2023
ด้านสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) และนานาประเทศ ร่วมแสดงความเสียใจ พร้อมทั้งแสดงความพร้อมมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ รัสเซีย จีน กลุ่มประเทศอาหรับ และอิสราเอล ซึ่งเพิ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับโมร็อกโก เมื่อปี 2563
ขณะที่แอลจีเรียซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ไม่ดีนักกับโมร็อกโก ประกาศยกเลิกมาตรการระงับเที่ยวบินเข้าและออกโมร็อกโกผ่านน่านฟ้า ซึ่งบังคับใช้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เที่ยวบินลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากนานาชาติสามารถเดินทางผ่านได้
อนึ่ง แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือว่า รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ นับตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง ที่เมืองอัล โฮไซมา ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทเมื่อปี 2547 แรงสั่นสะเทือนครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 628 ราย และแผ่นดินไหวรุนแรง เมื่อปี 2503 คร่าขีวิตประชาชนในโมร็อกโกมากกว่า 12,000 ราย.
เครดิตภาพ : AFP








