สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด เตือนว่า “แนวโน้มเศรษฐกิจโลกมืดมนลงอย่างกะทันหัน เนื่องการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง” โดยความขัดแย้งนี้ก่อให้เกิด “วิกฤติพลังงานโลกในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”
ตอนนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตที่ระดับ 3.1% ในปี 2569 ซึ่งลดลง 0.2% จากการคาดการณ์เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา โดยการปรับลดเพียงเล็กน้อยนี้อยู่บนสมมติฐานที่ว่าสงครามจะ “สิ้นสุดลงในระยะเวลาอันสั้น” นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 4.4% ในปีนี้
The now paused war in the Middle East is testing the resilience of the global economy. Growth is projected at 3.1% in 2026 & 3.2% in 2027, down from 3.4% in 2025. Without the war, global growth would have been revised upward. Read more: https://t.co/5xMUE4scWO pic.twitter.com/4t2XXinozk
— IMF (@IMFNews) April 14, 2026
อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟจำลองสถานการณ์หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป โดยในกรณีรุนแรงที่สุด หากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น 100-200% เมื่อเทียบกับเดือนม.ค. ปีนี้ และคงอยู่ในระดับนั้นจนถึงปี 2570 จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเติบโตเพียง 2% ในปีนี้
Our reference forecast assumes a short-lived conflict with moderate energy price increases. Even so, global growth falls to 3.1% this year and headline inflation jumps to 4.4%, a sharp break from the disinflation trend of recent years. https://t.co/sWb1rBFqHc pic.twitter.com/WMDG39YHMz
— IMF (@IMFNews) April 14, 2026
สภาวะดังกล่าวจะถือเป็น “สัญญาณอันตรายที่จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถอยหลังทั่วโลก” ซึ่งนิยามโดยการที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 2% และเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งเท่านั้น นับตั้งแต่ปี 2523
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เศรษฐกิจโลกมีผลประกอบการดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมีแนวโน้มที่ไอเอ็มเอฟจะปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตในปีนี้ด้วยซ้ำ และยังมีปัจจัยบวกอย่างหนึ่งคือ การปรับลดตัวเลขคาดการณ์ลงครั้งนี้ได้รับแรงหนุนชดเชยส่วนหนึ่ง จากการที่สหรัฐปรับลดอัตราภาษีศุลกากรลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา.
เครดิตภาพ : AFP



