นายโจนาธาน ดาเวนพอร์ท ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้า (แบบใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และแบบปลั๊กอิน-ไฮบริด) ในทั่วโลกของปี 66 นี้ จะมีปริมาณเกือบ 15 ล้านคัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 19% ในปี 67 คิดเป็นยอดรวม 17.9 ล้านคัน โดยรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (บีอีวี) ทั่วโลก จะเติบโตจาก 9 ล้านคันในปี 65 เพิ่มเป็น 11 ล้านคัน ภายในสิ้นปี 66 และคาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (พีเอชอีวี) จะเติบโตช้าลงเล็กน้อยจาก 3 ล้านคัน ในปี 65 เพิ่มเป็น 4 ล้านคันในปี 66 ส่วนในปี 67 การจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ทั้งหมด ตั้งแต่ รถยนต์ รถโดยสาร รถตู้ และรถบรรทุกขนาดใหญ่ จะมียอดรวมที่ 18.5 ล้านคัน โดยในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจะคิดเป็น 97% ของยอดการจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งหมดในปีหน้า

“รถ พีเอชอีวี คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศต่าง ๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้ชอบรถ พีเอชอีวี มากกว่ารถบีอีวี เพราะสามารถผสานระหว่าง การขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์ในพื้นที่เมือง และใช้ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเพื่อเดินทางที่ยาวนานและไกลขึ้น ขณะที่ฝั่ง ยุโรปตะวันตก จีน และอินเดีย รถบีอีวี ได้รับความสนใจมากกว่า เพราะผู้บริโภคในตลาดเหล่านี้ ให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้งานโดยรวมที่ต่ำกว่า รวมถึงประสบการณ์การขับที่เงียบกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
นายโจนาธาน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในปี 70 หรือ 4 ปีข้างหน้า รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ จะมีราคาเทียบเท่ารถเครื่องยนต์สันดาป ในขนาดและรูปร่างคล้ายกัน ซึ่งจะเร่งให้เกิดการใช้ อีวี ทั่วโลก ขณะที่ในปี 73 จำนวนรถยนต์ทุกรุ่นที่ผลิตออกมา ทั้งหมดจะเป็น อีวี มากกว่า 50% เนื่องจากรัฐบาลต่างๆ มุ่งมั่นลดการปล่อยฝุ่นละอองจากยานพาหนะ จึงริเริ่มโครงการ สนับสนุน รวมถึงออกกฎหมายเพื่ออนุญาตให้จำหน่ายเฉพาะยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ และการออกข้อบังคับให้ต้องใช้รถพีเอชอีวี เป็นอย่างน้อย ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์

โดยผู้ผลิตรถยนต์บางรายกำลังมองหาวิธีกำจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากท่อไอเสียของรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่ ๆ ภายในปี 2578 และบางรายตั้งเป้าที่จะบรรลุยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสหรัฐ ให้ได้ 40% ถึง 50% ต่อปี ภายในปี 2573 นอกจากนี้ ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าได้นำไปสู่การเปิดตลาดใหม่ ๆ ของแพลตฟอร์มการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV Platform)
“กฎระเบียบด้านมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ผลิตต้องเปลี่ยนโมเดลรถยนต์ที่ทำการตลาดอยู่มากกว่าครึ่งหนึ่งให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ในปี 73” ดาเวนพอร์ต กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภายในปี 73 การผลิตไฟฟ้าและประสิทธิภาพเครือข่ายจะเป็นปัจจัยกำหนดการใช้งาน EV ให้แพร่หลายเหนือกว่าปัจจัยด้านราคา เว้นแต่ในประเทศต่าง ๆ จะจูงใจผู้ขับขี่รถ EV ให้ชาร์จแบตเตอรี่นอกช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด นอกจากนี้การเปลี่ยนไปใช้รถ EV อาจสร้างความต้องการที่มากขึ้นเพิ่มเติม ทั้งในด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานในการจ่ายไฟ

“การใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบกลางวันและกลางคืน (Dual Day and Night) หรือแม้แต่การใช้อัตราค่าไฟฟ้ารายครึ่งชั่วโมง (Half-Hourly Electricity Tariffs) สามารถจูงใจผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าให้หันมาชาร์จไฟนอกช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก (Peak Times) ซึ่งจะต้องมีการนำมาตรวัดพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะมาใช้เป็นวงกว้าง นอกจากนั้น ความสามารถของสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในการควบคุมเครื่องชาร์จ EV โดยตรงผ่านการเชื่อมต่อจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่ง หรือ Application Programming Interfaces (API) จะทำให้การชาร์จ EV ถูกลดทอนลงชั่วขณะระหว่างช่วงเวลาที่มีการบริโภคสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าความต้องการการใช้ไฟฟ้าจะไม่มากเกินไป” ดาเวนพอร์ต กล่าว



