เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มสมาพันธ์ครูลูกหนี้ 4 ภูมิภาค ประมาณ 30 คน ได้ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เรื่องขอความอนุเคราะห์เจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ให้แก่กลุ่มครูที่เป็นหนี้วิกฤติ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 398 ราย โดยตัวแทนกลุ่มสมาพันธ์ครูลูกหนี้ 4 ภูมิภาครายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตามที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เปิดลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ไปจนถึงวันที่ 14 มี.ค. 2565 เพื่อให้ครูที่เดือดร้อนจากการถูกฟ้องบังคับคดี ยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด อายัดเงินเดือน และเงินเหลือไม่เพียงพอดำรงชีพ ได้มีความหวังที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยคาดหวังว่าทางสถานีแก้หนี้จะเป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ให้รอดพ้นจากการถูกบังคับคดี ได้ลดอัตราดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้ขยายงวดให้ผ่อนสะดวกโดยไม่กระทบคนค้ำ และสามารถนำหุ้นสหกรณ์บางส่วนมายุบยอดหนี้ได้

ตัวแทนกลุ่มสมาพันธ์ครูลูกหนี้ 4 ภูมิภาค กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ระยะเวลาผ่านมา 1 ปีแล้ว ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นรูปธรรมเลย ทำให้ครูเดือดร้อนหนัก เงินไม่พอส่งหนี้เจ้าหนี้ทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ต่างไล่เบี้ย ฟ้องยึดทรัพย์ทั้งคนกู้และคนค้ำ โดยเฉพาะข้าราชการบำนาญ เงินแทบไม่เหลือเลย ครูบำนาญหลายรายเงินเดือนติดลบไม่พอจ่ายให้กับเจ้าหนี้ทุกคนได้ และต้องไปกู้หนี้นอกระบบมาดำรงชีพ ยิ่งเพิ่มความทุกข์แสนสาหัสจนพบทางตัน ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครอีกแล้ว ทั้งนี้กลุ่มครูหนี้วิกฤติดังกล่าว จึงขอให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้ให้ความช่วยเหลือครูที่เป็นหนี้วิกฤติ โดยช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้กับสถาบันการเงินต่างๆ ให้ครูสามารถส่งหนี้ให้กับทุกสถาบันการเงินและรอดพ้นจากการถูกฟ้องบังคับคดีถูกยึดทรัพย์และมีเงินเหลือเพียงพอดำรงชีพ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม การดำเนินการแก้หนี้ครูของ ศธ. ที่ผ่านมา ทำได้ดีในบางส่วน แต่ยังไม่ได้ผลตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ เพราะสถานีแก้หนี้ครูที่ตั้งขึ้นในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษานั้น ส่วนใหญ่คือเรื่องการหักเงินเดือนของครูให้เหลือติดบัญชีไว้ 30% แต่เมื่อดำเนินการจริงๆ กลับไม่เป็นเช่นนั้น เป็นการหักบัญชีทิพย์เกิดขึ้น เพราะครูยังต้องนำเงินที่เหลือติดบัญชีไปจ่ายหนี้เอง ให้แก่แหล่งเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จึงไม่ได้มีการแก้หนี้ครูอย่างแท้จริง