นายธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีน พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ผู้นำด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก เปิดเผยว่า ได้จัดทำรายงานสถานการณ์ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในอาเซียนปี 66 สำรวจข้อมูลจากผู้บริหารไอทีและธุรกิจ จำนวน 500 คน พบว่า ไทยถือว่ามีความมั่นใจ ค่อนข้างสูงที่ 87% ว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในปัจจุบัน จะปกป้องภัยคุกคามได้ และไทยยังมีคะแนนนำในด้านทักษะระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์พื้นฐาน โดยธุรกิจกว่า 78% มีการฝึกอบรมเรื่องนี้แก่พนักงานอย่างเป็นทางการ
โดยระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ยังคงเป็นเรื่องที่ธุรกิจในไทยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา องค์กรในไทยราว 38% ระบุว่าคณะกรรมการบริษัทมีการพูดถึงระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ทุกเดือน นอกจากนี้ธุรกิจในไทยราว 49% ยังได้เพิ่มงบประมาณด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ เพราะต้องการปรับปรุงการดำเนินงานจำนวนกว่า 54% และมีการออกหรือปรับกฎระเบียบใหม่ตามกฎหมายด้าน ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลจำนวน44%
นายธัชพล กล่าวต่อว่า รูปแบบการโจมตีที่องค์กรในไทยมีความกังวลมากที่สุดคือ มัลแวร์ จำนวน 57% การเข้าควบคุมบัญชีผู้ใช้ จำนวน 57% และการโจมตีรหัสผ่าน จำนวน 53% และการใช้บริการและแอปพลิเคชันระบบคลาวด์มากขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้ธุรกิจในไทย กังวลว่าปัญหาที่ต้องเจอ คือ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากอุปกรณ์ไอโอที ที่ไม่ปลอดภัย จำนวน 54% ความจำเป็นที่ต้องจัดซื้อโซลูชันรักษาความปลอดภัยไซเบอร์หลากหลายรูปแบบ จำนวน 47% และการทำธุรกรรมดิจิทัลกับบุคคลภายนอก 47%
“ที่ผ่านองค์กรในไทยมีการลงทุนและสร้างความตระหนักเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี้อย่างต่อนื่อง แต่การทำงาน ควรปรับเปลี่ยนจากตั้งรับว่าจะเจอเหตุเมื่อไหร่ มาเป็นการทำงานเชิงรุก ออกค้นหาภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และเมื่อพบแล้วต้องป้องกันและหยุดความเสียหายโดยเร็ว โดยรัฐบาลใหม่ ได้มีนโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท และการให้ใบอนุญาตทำเวอร์ชวล แบงก์ ซึ่งแม้ว่าจะใช้บล็อกเชนหรือไม่ ก็ถามสิ่งสำคัญที่สุด คือ ระบบความปลอดภัยต้องสำคัญที่สุด” นายธัชพล กล่าว
ด้านนายเอียน ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ภาคสนามประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า ผลสำรวจในระดับภูมิภาค ผู้บริหารกว่า 90% มีความมั่นใจในระบบความรักษาปลอดภัยไซเบอร์ ในขณะที่ องค์กรธุรกิจขนาดเล็ก และ เอสเอ็มอีจะมีความมั่นใจลดลงมา เนื่องจากขาดงบประมาณและผู้ดูแลด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ส่วนความท้าท้ายด้านไซเบอร์ มีความกังวลด้านไอโอที และโอที เป็นส่วนใหญ่
“ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากอุปกรณ์ไอโอที ที่ไม่ปลอดภัย จำนวน 54% ความจำเป็นที่ต้องจัดซื้อโซลูชันรักษาความปลอดภัยไซเบอร์หลากหลายรูปแบบ จำนวน 47% และการทำธุรกรรมดิจิทัลกับบุคคลภายนอก 47% ส่วนกลยุทธ์ด้านความระบบรักษาความปลอดภัย นั้น องค์กรในไทยกว่า 56% มีแนวคิดจะนำเอไอมาใช้ โดยธุรกิจด้านโทรคมนาคมและการเงิน ให้ความสนใจในการนำเอไอมาใช้มากที่สุด และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเร็วในไม่กี่ปีข้างหน้า”



