สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ว่า นายฟาดิลเลาะห์ ยูโซฟ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรมมาเลเซีย กล่าวว่า การส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ปาล์มจากมาเลเซียไปยังจีน อยู่ที่ 3.14 ล้านตัน เมื่อปี 2565
อย่างไรก็ดี นับจากนี้มาเลเซียจะเพิ่มการส่งออกผลิตภัณฑ์ทั้งหมดอีกปีละ 500,000 ตัน โดยเป็นผลจากการหารือและบรรลุข้อตกลง ระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ ความร่วมมือดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมการส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของมาเลเซีย “ได้อย่างแน่นอน”
In the first half of the year, profits at Malaysian palm oil companies took a hit, with plantation earnings at state-owned FGV Holdings plunging 97% to 13.76 million ringgit. Would doubling exports to China help?https://t.co/vdFcsaLKkx
— Nikkei Asia (@NikkeiAsia) September 19, 2023
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของมาเลเซียเกิดขึ้น จากการที่สภายุโรปมีมติเห็นชอบ เมื่อช่วงต้นปีนี้ รับรองกฎหมายใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับสหภาพยุโรป (อียู) ที่ห้ามการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ซึ่งขั้นตอนการผลิตมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดไม้ทำลายป่า ที่เกิดขึ้นหลังปี 2563
ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลายอย่าง รวมถึง ถั่วเหลือง เนื้อ ช็อกโกแลต น้ำมันปาล์ม ยาง และเฟอร์นิเจอร์ อนึ่ง มาเลเซียเคยกล่าวด้วยว่า อาจระงับการส่งออกน้ำมันปาล์มให้แก่อียู เพื่อตอบโต้กฎหมายนี้ ที่เป็น “การเลือกปฏิบัติ”
Major palm oil exporters countries, Malaysia and Indonesia have launched a diplomatic campaign against the European Union's (EU) anti-deforestation regulation, which they have called imperialistic and discriminatory against small producers.
— SEA Today News (@seatodaynews) July 29, 2023
#SEAToday #SEATodayNews #Sawit pic.twitter.com/xokidbvCQI
ปัจจุบัน มาเลเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสองของโลกรองจากอินโดนีเซีย ครองสัดส่วนในตลาดโลกร่วมกันมากถึง 85% ส่วนอียูเป็นผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสามของโลก โดย 9.4% เป็นการสั่งซื้อจากมาเลเซีย ซึ่งส่งออกไป 1.47 ล้านตัน เมื่อปีที่แล้ว ลดลง 10.5% จากสถิติของปี 2564.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



