นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่าดีอีเอส เตรียมยกระดับการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ด้วยการทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะ เรื่องแก็งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวง ทุนต่างๆ และข่าวปลอม เป็นต้น โดยจะมีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดตั้งศูนย์ปฎิบัติการป้องกันอาชญากรรม ออนไลน์ ให้เป็นแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (วันสต็อปเซอร์วิส ) ตั้งแต่การโทรฯแจ้งเหตุกับธนาคารต่างๆด้วยเบอร์เดียว การแจ้งอายัดบัญชี รวมถึงการแจ้งความออนไลน์กับตำรวจ โดยทุกขั้นตอนต้องทำได้อย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น

“ศูนย์นี้จะมีเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานมานั่งทำงานรวมกัน เพื่อให้การระงับบัญชีม้า หรือการโอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหาย ทำได้เร็วขึ้น รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่โอนไปยังบัญชีม้าเป็นทอดๆ หลังจากที่ผ่านมาการประสาน ข้อมูลระหว่างกันยังใช้เวลานาน นอกจากนี้ศูนย์ฯดังกล่าวจะมีการมอนิเตอร์ เหตุการณ์ต่างๆ เพื่อป้องกันและเผ้าระวังเหตุ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการใช้ระบบปัญญาประดิษญ์ หรือเอไอมาช่วยในการมอนิเตอร์ด้วย”

นายประเสริฐ  กล่าวต่อว่า ทางกระทรวงฯ จะเชิญทางเฟซบุ๊กมาหารือเพื่อร่วมกับแก้ปัญหาเพจปลอมที่มี การหลอกลงทุนโดยการใช้ภาพบุคคลที่มีชื่อเสียต่างๆ ซึ่งสร้างความเสียหายกับประชาชนจำนวนมาก โดยในเบื้องต้น จะเสนอให้เฟซบุ๊ก ทำการคัดกรองเพจที่มีคำว่าลงทุนออนไลน์ต่างๆ ซึ่งเพจเหล่านี้จะต้องมีการยืนยันตัวตนกับทาง เฟซบุ๊กก่อนที่จะเปิดเพจได้ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพแฝงตัวมาเปิดเพจปลอม  นอกจากนี้ยังได้ให้ทางสำนักงานคณะกรรมการ รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ( สกมช.) ได้มีการซักซ้อมเพื่อเตรียมรับมือกับภัยไซเบอร์ ที่กำลังเป็นปัญหาในระดับประเทศ ที่กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศด้วย ซึ่งต้องป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากเกิดเหตุแล้วก็ต้องแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามหลัง พรก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้เมื่อช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ก็ช่วยให้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และภัยออนไลน์รูปแบบต่างๆลดลง โดยการแจ้งความคดีออนไลน์ได้ลดลงเหลือวันละ 580 คดี จากก่อนที่บังคับใช้กฎหมายมีการแจ้งความมากกว่า 700 คดีต่อวัน ซึ่งหลังจากมีการทำงานเชิงรุกมากขึ้นเชื่อว่าสถิติจะลดลงอีกอย่างแน่นอน

“ ดีอีเอส จะสร้าง วัคซีนไซเบอร์ สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มถูกหลอกลวงสูง ได้แก่ กลุ่มเด็กเยาวชน นักเรียนนักศึกษา ผู้สูงอายุ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ รู้เท่าทัน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ หากได้รับความรู้อย่างเหมาะสม ก็สามารถ เป็นผู้ที่ช่วยในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และป้องกันข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จต่าง ๆ แก่คนรอบตัว คนในชุมชนตนเองได้ด้วย นอกจากนี้จะมีการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบลิงค์ต่างๆ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้เป็นลิงค์ปลอม แอปดูดเงินหรือไม่ เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์ได้”