ใบย่านาง ไม้เถาเลื้อยพัน กิ่งอ่อนมีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่แล้วผิวค่อนข้างเรียบ รากมีขนาดใหญ่  ใบเดี่ยว ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างใบคล้ายรูปไข่หรือรูปไข่ขอบขนานปลายใบเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5 – 10 ซม. กว้าง 2 – 4 ซม. ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1 ซม. ดอกออกตามซอกโคนก้านใบเป็นช่องยาว 2 – 5 ซม. ช่อหนึ่ง ๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลือง 3 – 5 ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้นไม่มีกลีบดอก ผลรูปร่างกลมรีขนาดเล็ก สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดงและกลายเป็นสีดำ

ย่านาง สรรพคุณนั้นมีหลากหลาย เพราะเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในปริมาณค่อนข้างสูง โดยเป็นสมุนไพรที่ใครหลาย ๆ คนต่างก็คุ้นเคยกันดี เพราะนิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร เช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน เป็นต้น

ใบย่านางในตำราสมุนไพรจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วและความแก่ชราอย่างได้ผล  ให้พลังงานและสารอาหารมากมาย เมื่อรับประทาน ใบย่านาง ไม่ว่าจะในส่วนของยอดอ่อน นำใบมาคั้นน้ำ ดื่มเพื่อสุขภาพ หรือว่าใช้เป็นส่วนประกอบในอาหาร จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารต่าง ๆ มากมาย โดยจะได้รับพลังงานสูงสุดถึง 95 กิโลแคลอรี่ และยังได้รับวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเบต้าแคโรทีนในปริมาณค่อนข้างสูง

มีฤทธิ์ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ด้วยมีสารเบต้าแคโรทีนและวิตามินซีสูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อร่างกาย ทำให้หากทานใบย่านางแล้ว จะช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ช่วยให้เม็ดเลือดไม่จับตัวเป็นก้อนจนอุดตัน ป้องกันการเกิดมะเร็ง และต้านจุลินทรีย์ที่ไม่ดีต่อร่างกายได้อีกด้วย

ใช้ต้านเชื้อมาลาเรียได้ เมื่อนำ รากต้นย่านาง มาทำสารสกัด ทั้งแบบส่วนที่ละลายน้ำ และส่วนที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งต่างมี alkaloid เป็นองค์ประกอบ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการยับยั้งเชื้อมาลาเรีย จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ใบย่านาง สามารถใช้รักษาโรคไข้มาลาเรียได้

นอกจากนี้ใบย่านาง และน้ำใบย่านางยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยใช้รับประทานหรือเป็นส่วนประกอบในการทำอาหาร ใบย่านาง สามารถทานสดได้ ด้วยการนำยอดอ่อน มาทานเป็นผักเคียงกับอาหารต่าง ๆ หรือจะนำไปประกอบอาหาร คั้นน้ำจากใบไปทำเป็นแกงก็ได้เหมือนกัน โดยที่นิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหารคือ แกงหน่อไม้ หรือซุปหน่อไม้ เพราะน้ำจากใบย่านาง ช่วยลดฤทธิ์กรดยูริกและความขมในหน่อไม้ได้ นอกจากนี้ ก็ยังใส่ในแกงเห็ด ต้มเปรอะ แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก แกงขี้เหล็ก ในปัจจุบันก็ยังมีคนนิยมนำใบมาคั้นน้ำสด ดื่มเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

ด้วยคุณสมบัติทางยามากมาย โดยเฉพาะการถอนพิษและแก้ไข้ ทำให้มีการนำ รากและใบย่านาง มาต้ม เพื่อดื่มกิน จะช่วยรักษาอาการไข้ต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะแก้ไข้ แก้ปวดท้อง ถอนพิษจากการกินอาหารที่มีพิษ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ในภาคอีสาน นิยมใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้มาลาเรีย นอกจากนี้ เมื่อนำน้ำย่านาง มาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนเหลว สามารถนำมาทารักษา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้

ย่านางมีฤทธิ์เย็นตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย การใช้ย่านางในปริมาณที่พอเหมาะตามวิถีการบริโภคทั่วไปมักไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่หากต้องการใช้ในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือเป็นอาหารเสริม ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรหรือบุคลากรทางการแพทย์  การรับประทานในปริมาณมากหรือต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีระบบย่อยอาหารอ่อนแอหรือมีอาการท้องเสียง่าย ควรเริ่มจากปริมาณน้อยและสังเกตอาการของตนเอง ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับไตหรือตับ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยง  ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำควรระวังการรับประทานในปริมาณมาก ควรหยุดรับประทานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด