หลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายใต้หัวเรือใหญ่อย่างนายเศรษฐา ทวีสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งในครม.เศรษฐาได้ “พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ” อดีตที่ปรึกษาพิเศษตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” ภายใต้รหัส “เสมา1” คนใหม่อย่างเป็นทางการ และเป็นธรรมดาที่คนนามสกุล “ชิดชอบ” ย่อมจะได้รับการจับตามองจากสังคมทุกย่างก้าว

โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เปิดใจบอกว่า ตนไม่กังวลกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นตำรวจมาคุมครู ซึ่งเมื่อได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่ดังกล่าวตนจะต้องทำให้ดีที่สุด พร้อมทุ่มเทแรงกายและแรงใจอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพราะที่ผ่านมาเคยทำงานวงการศึกษามาบ้าง โดยในอดีตเคยสร้างโรงเรียนในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งตนเชื่อว่าการศึกษาคือการสร้างคน ส่วนปัญหาการเมืองภายในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะต้องระวังเป็นพิเศษหรือไม่นั้น ตนไม่กังวลเรื่องดังกล่าว ขอให้ทุกคนทำงานเพื่อชาติเพื่อส่วนรวม เนื่องจากเรามีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างคุณภาพครูและนักเรียน

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้แม้ศธ.จะเป็นกระทรวงที่ใหญ่และมีโครงสร้างการทำงานที่ซับซ้อน แต่ตนเชื่อว่าไม่มีตนทุกคนก็ทำงานกันได้ แต่เมื่อตนเข้ามารับตำแหน่งรมว.ศธ.แล้วอยากขอให้ทุกคนต้องทำงานให้ดีขึ้นและมีความสะดวกมากขึ้น ซึ่งเราเข้ามาเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนให้การทำงานวงการศึกษาขับเคลื่อนให้สำเร็จ สำหรับการมาสวมบทบาทรัฐมนตรีศึกษาในยุคนักเรียนไม่ยอมจำนนนั้น ตนมองว่าเราอยู่ในสังคมเดียวกัน และเป็นสังคมประชาธิปไตย ดังนั้นเราควรจะเคารพสิทธิส่วนบุคคลและต้องไม่ก้าวล่วงสิทธิของผู้อื่น นอกจากนี้ในเรื่องการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นในวงข้าราชการถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล อีกทั้งยังถูกบรรจุให้เป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้นจึงเป็นนโยบายที่ตนต้องมากำชับให้ทุกส่วนราชการในศธ.ต้องดำเนินการปฎิบัติอย่างเคร่งครัดด้วย

“การทำงานของผมมีความสบายๆง่ายๆไม่มีอะไรซับซ้อน โดยผมมีหลักคิดการในการทำงานคือ มีความสุข รักที่จะทำ และทำในสิ่งที่รัก อย่างไรก็ตามขอฝากครูและนักเรียนทั่วประเทศให้ได้รับทราบพร้อมกัน โดยเร็วๆนี้ผมจะเปิดช่องทางการสื่อสารผ่านระบบไลน์ เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาสะท้อนความคิดเห็นนโยบายการศึกษา รวมถึงการร้องเรียนปัญหาด้านต่างๆด้วย ซึ่งทุกข้อความจะส่งถึงผมโดยตรงและจะรีบดำเนินการแก้ไขให้ทุกคนทันที” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
พล.ต.อ.เพิ่มพูน ยังอธิบายถึงนโยบายการศึกษา “เรียนดีมีความสุข” ว่า นโยบายต่างๆที่กำหนดไว้ได้มอบให้ฝ่ายบริหารไปวางแผนงานแล้ว ซึ่งขอเวลาวางแผนนโยบายต่างๆก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฎิบัติ ขณะที่แผนงบประมาณปี 2567 จะต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมดหรือไม่นั้น ตนให้ฝ่ายจัดทำแผนงบดังกล่าวไปดูแล้วว่านโยบายใดที่สอดคล้องกับรัฐบาลบ้าง หรือนโยบายใดที่ไม่จำเป็นก็ให้ปรับลดงบลง ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณจะต้องดูตามความจำเป็นและความเหมาะสม และเป็นการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าด้วย

ทั้งนี้นโยบายดังกล่าว ประกอบด้วย การลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดขั้นตอน มุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ปรับระบบการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เน้นตามสภาพจริงลดการทำเอกสาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น โยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการ เช่น รวมหนี้เป็นก้อนเดียว พักชำระดอกเบี้ยให้แก่ครูทุกคนที่เป็นลูกหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถาบันการเงินโดยรัฐบาล การจัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการ หรือ1 ครู 1 Tablet ในการช่วยจัดการเรียนการสอน

ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา เรียนฟรี มีงานทำ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือ 1นักเรียน 1 Tablet ส่งเสริมการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีอย่างจริงจัง ออกแบบระบบการเรียนการสอนในแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เรียนที่ไหนก็ได้ และร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพการจัดทำระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนสามารถเข้าสู่แหล่งความรู้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พัฒนาการศึกษาผ่านระบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank System) ระบบแนะแนวการเรียน (Coaching) โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับการศึกษาให้มีทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และมีหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความสนใจและความต้องการของผู้เรียน การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) การจัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษา
นโยบายดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จได้หรือไม่คงต้องฝากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง “จับมือไว้แล้ว (ทำ) ไปด้วยกัน”



