สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ว่า นายคิม ซอง เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) เมื่อวันอังคาร ว่าสหรัฐกำลังผลักดันให้คาบสมุทรเกาหลี “อยู่บนปากเหวของสงครามนิวเคลียร์”


ขณะเดียวกัน เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือ ตำหนิการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเกาหลีใต้ชุดปัจจุบัน ว่าประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล “ประจบสอพลอ” และ “ลดเกียรติของตัวเอง” ด้วยการพึ่งพิง “กองกำลังจากภายนอก” คือสหรัฐ และญี่ปุ่น ยิ่งทำให้บรรยากาศบนคาบสมุทรเกาหลี “อ่อนไหวมากยิ่งขึ้นเท่านั้น”


ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือกล่าวถึงการที่สหรัฐเป็น “ตัวตั้งตัวตี” ในการจัดตั้ง กลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์ เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ให้กับรัฐบาลโซล และเชิญญี่ปุ่นเข้าร่วมด้วย ถือเป็นการเตรียมการเพื่อใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่อเกาหลีเหนือก่อน

United Nations


ด้านนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวปิดการอภิปรายทั่วไป ว่าการแข่งขันสะสมและครอบครองอาวุธระหว่างกลุ่มมหาอำนาจ มีความน่าวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ สถิติการครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ของกลุ่มมหาอำนาจเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ มนุษยชาติต้องร่วมกันสกัดกั้น ไม่ให้มีการใช้อาวุธทำลายล้างเช่นนี้อีก


อนึ่ง สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (เอสไอพีอาร์ไอ) เผยแพร่รายงานเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่ากลุ่มประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ 9 แห่งของโลก ได้แก่ รัสเซีย สหรัฐ จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อินเดีย อิสราเอล ปากีสถาน และเกาหลีเหนือ ครอบครองหัวรบนิวเคลียร์รวมกันอย่างน้อย 12,512 ลูก นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ลดลงเล็กน้อยจาก 12,710 ลูก เมื่อปีที่แล้ว


อย่างไรก็ตาม ในจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่มีการครอบครองทั้งหมดนั้น “มีอย่างน้อย 9,576 ลูก อยู่ในคลังแสง และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานด้วยเหตุผลทางทหาร” เพิ่มขึ้น 86 หัวลูก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565


แม้จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ในคลังแสง และสัดส่วนการเพิ่มขึ้นดังกล่าว ถือว่า “น้อยมาก” เมื่อเทียบกับยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สงครามเย็นกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดสูงสุด แต่เมื่อจำแนกออกเป็นรายประเทศพบว่า จีนมีจำนวนหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นจาก 350 ลูก เป็น 410 ลูก ภายในปีเดียว.

เครดิตภาพ : AFP