เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายวิรัตน์  มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่2 ครั้งที่2 ประจำปีพุทธศักราช 2566 โดยมี สมาชิกสภากทม.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม
ซึ่งช่วงหนึ่งของการประชุม นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก.เขตยานนาวา ได้ตั้งกระทู้ถามสด เรื่องแนวทางแก้ไขปัญหา กรณีเกิดความล่าช้าในการเช่าเหมารถเก็บขนมูลฝอยของสำนักสิ่งแวดล้อม 

นายพุทธิพัชร์ กล่าวว่า ล่าสุดเลขาธิการสหประชาชาติออกมาประกาศว่าขณะนี้ภาวะโลกร้อนหมดแล้วตอนนี้กำลังเป็นภาวะโลกเดือด มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ทำให้เกิด PM 2.5 ถึงเวลาที่ภาครัฐและเอกชนรวมถึง กทม.ต้องตื่นตัว และถึงเวลาที่ต้องรณรงค์สนับสนุนการเปลี่ยนรถน้ำมันเป็น 

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องมองทั้ง 2 มุม การจะนำรถขยะไฟฟ้าหรือรถขยะน้ำมันมาใช้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน ระหว่างอภิปรายนายพุทธพัชร์ได้นำคลิปมาเปิดในที่ประชุม แต่เกิดปัญหาขัดข้องเรื่องเสียง นายพุทธิพัชร์ จึงอภิปรายว่า คลิปดังกล่าวแสดงถึงความคุ้มค่า ของรถเก็บขยะพลังงานไฟฟ้า ซึ่งได้ศึกษาทดลองโดยวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ทดสอบวิ่งในเขตดุสิตจากข้อมูลพบว่ารับน้ำหนักได้ 5-6 ตัน มีที่เก็บน้ำด้านล่างและการบีบอัดซึ่งยังไม่มั่นใจในความแข็งแรงของการการบีบอัด แต่อย่างน้อยสิ่งที่มั่นใจได้คือ เป็นการทดสอบโดยยึดหลัก ISO 14067 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล รวมทั้งมีการคำนวณคาร์บอนฟุตปริ้นท์และคาร์บอนเครดิตที่จะสร้างรายได้เพิ่มเติมด้วย 

อย่างไรก็ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง วิธีการงบประมาณ ข้อ 29 ระบุว่า รายจ่ายที่กำหนดไว้รายการใดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยงบประมาณ จะโอนหรือเปลี่ยนรายการทั้งหมดหรือบางส่วนต้องผ่าน สภากรุงเทพมหานคร เป็นคำถามที่ตนกังวลถ้าไม่ผิดข้อบัญญัติหรือรายจ่ายงบประมาณก็ยินดีสนับสนุน และข้อ 33 ระบุว่าหน่วยงานที่ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณมากกว่า 1 ปีขึ้นไปก็ต้องขอความเห็นชอบจากสภาฯเช่นกัน 

และถ้าทำเกินอำนาจหน้าที่ผู้ว่าฯก็ต้องรับผิดด้วย ตามข้อ 43 ตนอยากถามว่า กทม.มีแผนรองรับกรณีการจัดหารถขยะล่าช้าอย่างไรเพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนเพราะต้องส่งมอบปีหน้า และหากเป็นรถขยะไฟฟ้ามีแผนรองรับอย่างไร ทั้งเรื่องจุดชาร์จ การล้มเหลวในการคัดแยกขยะ และหาก TOR ล่าช้ามีการส่งมอบล่าช้าจะทำอย่างไร

นายชัชชาติ กล่าวชี้แจงว่า เรื่องของการจัดการขยะเป็นปัญหาใหญ่ของเมือง ปัจจุบันใช้เงินค่ากำจัดขยะ 7,000 ล้านบาท ต่อปี  ดังนั้น การดูแลเรื่องการจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใสในการใช้งบประมาณและการรักษาสิ่งแวดล้อมจึงต้องดำเนินการควบคู่กัน และเป็นเรื่องที่ กทม.ให้ความสำคัญตลอดมา 

ขณะที่ นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า งบฯการเช่ารถขยะปี 66 มี 5 โครงการ ซึ่งยืนยันว่าเป็นโครงการใหม่ไม่ได้โอนเงินที่ทำอยู่มาใช้ แต่เนื่องจากมีงบฯต่อเนื่องมากกว่า 1 ปีงบประมาณจึงต้องขอความเห็นชอบจากสภา กทม. สำนักสิ่งแวดล้อมมีแผนว่าจะสามารถส่งรถเช่าได้ตั้งแต่เดือน พ.ค.2567 เป็นต้นไป ซึ่งรถขยะมีทั้งหมด 2,020 คันจะทยอยหมดตามสัญญา รถที่ส่งมอบก็จะมาทดแทนรถเดิมที่หมดสัญญา

ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำ TOR การจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถน้ำมันอยู่ในขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อไป สเปกของรถน้ำมันหรือรถไฟฟ้าเป็นสเปกเดียวกัน ต่างกันตรงที่พลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อน ความสามารถในการบีบอัดไม่มีความแตกต่าง และต้องกำหนดชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือน้ำมันต้องทนต่อการบีบอัดได้ตามกฏเกณฑ์ใน TOR ที่กำหนด ส่วนสถานีชาร์จนั้น กทม.ได้ติดต่อกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนร่วมกับ กทม. โดยที่ กทม.ไม่ต้องใช้งบ

นายจักกพันธ์ุุ กล่าวต่อไปว่า ยืนยันว่าการเช่ารถขยะในครั้งนี้เป็นไปตามข้อบัญญัติงบประมาณ เพราะงบปี 66 เรื่องการเช่ารถไม่ได้ระบุว่าจะจัดซื้อหรือเช่ารถประเภทใด แต่ระบุว่าเป็นการจัดหารถเพื่อนำมาจัดเก็บขยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บขนขยะของ กทม. ซึ่งจะเป็นรถไฟฟ้าหรือสันดาปก็ได้ ส่วนการคัดแยกขยะไม่เกี่ยวกัน เพราะกระบวนการคัดแยก กทม.ทำมาต่อเนื่องและจะทำต่อไป ในอนาคตจะมีการส่งเสริมการแยกขยะเพื่อให้ประชาชนช่วยคัดแยกและนำส่ง กทม.ไปกำจัดลดน้อยลง ส่วนเรื่องการทดสอบรถขยะไฟฟ้ามีการดำเนินการแล้วที่เขตประเวศและเขตดุสิต และจะมีการทดสอบต่อที่เขตลาดกระบัง 

สำหรับปัญหาการส่งมอบล่าช้านั้นหากมีการเซ็นสัญญาแล้วผู้รับจ้างไม่สามารถส่งรถตามกำหนดต้องเสียค่าปรับ และผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบนำรถขยะประเภทอื่นมาให้ กทม.ใช้ก่อน อย่างไรก็ตามสำนักสิ่งแวดล้อมได้มีการวางแผนไว้แล้วเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขยะตกค้างอีกต่อไป 

ทั้งนี้ในการประชุมสภากทม.วันนี้ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ได้มีมติเช่นชอบให้ กทม.กันเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ไว้เบิกเหลื่อมปีในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 (กรณียังไม่ก่อหนี้ผูกพัน) ของหน่วยรับงบประมาณและการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ จากผู้ที่มาประชุมทั้งสิ้น 40 คนอีกด้วย .