นายยุทธนา ศรีสวัสดิ์ นายกสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย หรือ “ไทย สตาร์ทอัพ” และผู้ร่วมก่อตั้ง iTAX เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สตาร์ทอัพสัญชาติไทย ยังขาดเงินทุนในการดำเนินธุรกิจอยู่มาก เนื่องจากปัจจุบันกองทุน หรือวีซีจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในสตาร์ทอัพไทยลดลง ขณะที่วีซีในประเทศจะเป็นรูปแบบของ คอปเปอร์เรต วีซี ซึ่งเป็น บริษัทขนาดใหญ่ หรือกลุ่มธนาคาร ซึ่งแตกต่างจากวีซีทั่วไปที่ต้องการลงทุนเพื่อให้สตาร์ทอัพเติบโต ขนาดที่คอปเปอร์เรต วีซี จะเป็นการลงทุนเพื่อทำงานร่วมกัน หรือสามารถส่งเสริมให้ธุรกิจของบริษัทแม่เติบโตได้ และสามารถตอบโจทย์ของธุรกิจของบริษัทแม่ได้ จึงไม่ได้ลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพที่อยู่ในระยะเริ่มต้น ทำให้สตาร์ทอัพกลุ่มนี้ ต้องปิดตัวลงจำนวนมาก ในช่วงที่ผ่านมา
“ปัจจุบันเงินของวีซีจำนวนมาก จะไปกองอยู่กับกลุ่มสตาร์ทอัพที่โตและอยู่รอดแล้ว ซึ่งการที่ประเทศไทยจะมีสตาร์ทอัพ ที่ประสบความเสร็จในตลาดโลก จำเป็นต้องมีสตารร์ทอัพที่เกิดใหม่ หรืออยู่ในระยะเริ่มต้นจำนวนมาก แต่กลุ่มนี้จะหาเงินทุนยากมาก และวีซีจากต่างประเทศก็ไม่มองมาที่ประเทศไทย เงินกองทุนส่วนใหญ่จะไหลไปที่สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย”

นายยุทธนา กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาตรงนี้ภาครัฐควรทำในรูปแบบ แมทชิ่ง ฟันด์ โดยรัฐไม่ต้องตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาให้เงินทุน แต่ใช้วีธีโรดโชว์ดึงวีซีทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อชวนเข้ามาลงทุนในไทย และเมื่อวีซีเหล่านี้เลือกสตาร์ทอัพในไทยที่เห็นว่าเป็นธุรกิจที่ดีมีอนาคต น่าลงทุน ภาครัฐก็เข้าไปร่วมลงทุนด้วยในลักษณะ แมทชิ่ง ฟันด์ ซึ่งก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้ ซึ่งรูปแบบนี้มีการทำมาในหลายประเทศแล้ว
นอกจากนี้ ภาครัฐควรช่วยหาตลาดให้สตาร์ทอัพ และช่วยโปรโมตให้สตาร์ทอัพไทย ซึ่งปัจจุบันยังติดขัดปัญหาระเบียบราชการที่อาจถูกมองว่าเป็นการเอื้อเอกชน แต่ขณะที่สตาร์ทอัพรายใหญ่จากต่างประเทศ กลับพบว่ามีหน่วยงานรัฐเข้าไปสนับสนุน หรือทำโครงการร่วมกันจำนวนมาก พร้อมมีสิทธิพิเศษมากกว่าสตาร์ทอัพไทย ซึ่งควรบังคับใช้กฎระเบียบให้เท่ากัน ไม่ควรเอื้อให้สตาร์ทอัพต่างชาติมากเกินไป เพราะสตาร์ทอัพต่างชาติ ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ในไทย อย่างมากก็เสียแค่ภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่างจากสตาร์อัพไทยที่มีการตั้งสำนักงาน และมีการเสียภาษีเงินได้ให้กับภาครัฐด้วย.



