เมื่อวันที่ 9 ต.ค. รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2566 นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. ในฐานะรักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้ลงนามในหนังสือเรื่องการบรรจุวาระเพื่อพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ของสำนักงาน กสทช. เพื่อเสนอคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ถึงเลขาธิการ สดช. โดยระบุความตอนหนึ่งว่า “สำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้ว เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงขอเสนอบรรจุวาระเพื่อพิจารณาให้ความเห็นร่างงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2567 ของสำนักงาน กสทช. จำนวนทั้งสิ้น 5,828.5146 ล้านบาท รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย”

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฉบับที่ นายไตรรัตน์ ลงนามส่งไปยังเลขาธิการ สดช. นั้น เป็นฉบับที่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. โดยในการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ครั้งที่ 19/2566 เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 66 ได้มีการทักทวงว่า ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ของสำนักงาน กสทช. ที่ถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมในวันนั้นยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากไม่มีรายละเอียดให้คณะกรรมการ กสทช. พิจารณา จึงมีมติไม่เห็นชอบ และไม่ให้นำร่างงบประมาณรายจ่ายฯ เข้าสู่การพิจารณา
นอกจากนี้ แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงาน กสทช. ระบุว่า การที่ นายไตรรัตน์ นำส่งร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ของสำนักงาน กสทช. ไปยัง สดช. หรือคณะกรรมการดีอี ถือเป็นการท้าทายอำนาจคณะกรรมการ กสทช. เพราะถือเป็นร่างงบประมาณฯ ที่ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช.
ตามกฎหมายกำหนดให้อำนาจในการอนุมัติงบประมาณ และการออกระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการงบประมาณที่ได้กำหนดขั้นตอนในปฏิทินงบประมาณดังกล่าว เป็นอำนาจของคณะกรรมการ กสทช. นอกจากนี้ที่ผ่านมา ยังได้ทำการยกเลิกคณะอนุกรรมการพิจารณางบประมาณ กสทช. และเปลี่ยนเป็นคณะทำงานพิจารณางบประมาณของสำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อมติที่ประชุม กสทช. ที่ต้องการให้กรรมการ กสทช. ทุกคนส่งผู้แทนที่มีความรู้ด้านงบประมาณมาเป็นอนุกรรมการเพื่อช่วยพิจารณากลั่นกรอง ก่อนที่จะให้ คณะกรรมการ กสทช. ร่วมกันพิจารณาอนุมัติ
ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในสำนักงาน กสทช. และสะท้อนถึงเสถียรภาพการทำงานขององค์กร หลังที่ผ่านมา ดูจะมีความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ.



