เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่ที่ 2 ต.เขาไพร อ.รัษฎา จ.ตรัง มีชาวบ้านรวมกลุ่มกันเลี้ยงต่อหัวเสือกว่า 50 รัง เพื่อจับตัวอ่อนขายในราคากิโลละ 800 บาท สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวนอกเหนือจากอาชีพกรีดยางพารา โดยพบว่าได้เลี้ยงต่อหัวเสือมาประมาณ 15-16 ปีแล้ว แต่ปีนี้สามารถจับพ่อแม่พันธุ์มาผสมให้เป็นนางพญาได้ โดยไม่ต้องไปเผาทำลายหรือจับมาจากป่าธรรมชาติ ซึ่งใน 1 ปี สามารถจับตัวอ่อนของต่อหัวเสือขายได้แค่ 2 ครั้ง

โดยชาวบ้าน เปิดเผยว่า หลังช่วงฤดูผสมพันธุ์ของต่อหัวเสือ ทำให้มีลูกอ่อนจำนวนมาก โดยต่อหัวเสือที่จับมาได้ จะต้องใช้แหนบค่อย ๆ ดึงออกมาจากรังทีละตัว ซึ่งจะได้ทั้งตัวอ่อนและลูกใบ้ (ตัวต่อที่เพิ่งมีปีก) นำมาทำอาหารได้สารพัดเมนู ทั้งคั่วเกลือ ผัดกะทิ ลาบและอื่น ๆ ก่อนจะนำรังเปล่าไปร้อยด้วยลวด แล้วนำไปแขวนกลับไว้ที่เดิม ไม่ถึง 2 วัน ต่อหัวเสือก็จะประสานรังให้ต่อติดกันโดยไม่ต้องสร้างรังใหม่ ทำให้สามารถวางไข่ได้เร็วขึ้น ส่วนเกษตรกรก็จับตัวอ่อนขายได้มากขึ้น ซึ่งแต่ละรังจะมีลูกต่อหัวเสือน้ำหนักตั้งแต่ 2.5-5 กิโลกรัม

ซึ่งแต่ก่อนชาวบ้านมักจะไปเผารังต่อหัวเสือในป่าธรรมชาติ ทำให้พ่อแม่พันธุ์ตายเกลี้ยง แต่หลังจากที่มีการศึกษาและทดลองนำต่อหัวเสือมาเลี้ยง ด้วยการให้กินเนื้อไก่ เนื้อปลา และน้ำสะอาด จนตัวต่อสามารถออกหาอาหารกินเองได้ จึงมีต่อหัวเสือเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้ลดการเผาทำลายรังต่อ ไม่ต้องปีนขึ้นต้นไม้สูงซึ่งเสี่ยงอันตรายมาก นอกจากนี้ เกษตรกรยังค้นพบวิธีการขยายพันธุ์ต่อหัวเสือ ด้วยการจับพ่อแม่พันธุ์มาขังไว้ในมุ้งเดียวกัน หลังจากจับคู่ผสมพันธุ์เสร็จ ก็จะแยกพ่อแม่พันธุ์ไปเลี้ยงไว้ในรังเล็กๆ ที่เกษตรกรสร้างขึ้นมา ใช้เวลาประมาณ 7 เดือน ตัวต่อก็จะขยายรังให้ใหญ่ขึ้น จนมีรังต่อหัวเสือพร้อมขายที่มีตัวอ่อนรังละ 3-5 กิโลกรัม

ด้านนายณรงค์ ก่อสกุล ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงต่อหัวเสือ จ.ตรัง กล่าวว่า หลังผ่านโควิดมา เริ่มทำอีกครั้งในปีนี้จำนวน 5 ครัวเรือน หรือประมาณ 50 รัง ส่วนของตนอยู่ที่ 2-3 ครั้งต่อรังต่อปี ถ้าเป็นรังใหญ่เต็มที่ จะได้ลูกต่อประมาณ 2-3 กิโลกรัม ผลตอบรับดีมาก รวมกันแล้ว 2 ครั้ง ที่จับได้ลูกต่อเกือบ 4 กิโล แต่ถ้ามีรังที่สมบูรณ์ ก็จะได้ถึง 5 กิโล ส่วนรายได้พอได้เสริมกับรายจ่าย ซึ่งสรรพคุณมีแคลเซียม โดยคนสมัยก่อนใช้รักษาโรคหอบหืดให้หาย ช่วยบำรุงสายตา ผลผลิตไม่เพียงพอ ส่งลูกค้าไม่พอ และมีการเพาะแม่พันธุ์เอง จะเอาไปเลี้ยงปีหน้า

“โดยยอมรับว่าตั้งแต่เลี้ยงมาก็เคยโดนต่อต่อยเยอะเหมือนกัน แต่ตนมีภูมิต้านทานทำให้ไม่แพ้ ส่วนความอร่อยของลูกต่อ ขึ้นอยู่กับผู้บริโภค หากไม่กินมัน ๆ ก็ใช้ผัดไม่ใส่กะทิหรือผัดพริก ผัดเกลือได้ ส่วนที่นิยมคือผัดกะทิ รสชาติมัน กรอบ อร่อย และเป็นของหากินยาก” นายณรงค์ กล่าว

ขณะที่นายสุริยัน ก่อสกุล อายุ 39 ปี ผู้เป็นหลานและเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงต่อหัวเสือมากที่สุดในอำเภอรัษฎา หรือกว่า 20 รัง กล่าวว่า ตนเลี้ยงและศึกษามานาน 15 ปีแล้ว ชอบตั้งแต่การเริ่มค้นหารังและเก็บตัวอ่อนมากินและเกิดประโยชน์กับครอบครัว เชื่อว่าตัวอ่อนมีโปรตีนเยอะ จึงเอามาให้ลูก ๆ ได้ทาน ซึ่งตอนนี้เลี้ยงกันอยู่ 50 รัง แต่ละปีจับแค่ 2 ครั้ง ช่วงกรกฎาคม-กันยายน และตุลาคม-พฤศจิกายน แต่ปีนี้เพิ่งเริ่มจับหลังโควิดทั้ง 50 กว่ารัง ได้น้ำหนัก 100 กว่ากิโลกรัม หรือเกือบ 1 แสนบาท

สำหรับชั้นของตัวต่อที่เอาลูกอ่อนออกมาแล้ว จะนำไปใส่กลับไว้ที่เดิมโดยร้อยกับลวด รออีก 1 เดือน ก็จับใหม่ได้ ส่วนเทคนิคการจับพ่อแม่พันธุ์มาผสมเอง ได้ศึกษามานาน 4-5 ปีแล้ว เริ่มจากศึกษาตัวอ่อนที่ออกมาจากรัง แล้วเก็บมาทดลองเลี้ยง ให้กินน้ำหวาน จึงรู้ว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย เมื่อเห็นมันผสมพันธุ์ จึงศึกษาต่ออีก 3-4 ปี จนมาถึงจุดที่ผสมพันธุ์และเพาะแม่พันธุ์ได้ด้วย.



