คุณไก่-นิภาพรรณ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ถ่ายทอดถึงการเริ่มต้นในบทบาทหน้าที่ว่า เป็นความโชคดีที่ทางนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจรุ่นพี่ได้ทำงานเดิมและทำไว้อย่างดีแล้วสิ่งที่มารับหน้าที่ต่อตั้งใจว่าจะสืบสาน รักษาไว้ และพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น และอยู่อย่างยั่งยืน เช่นโครงการ OPOP (โอป๊อป) หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งจังหวัด จะสนับสนุนให้แม่บ้านตำรวจทั่วประเทศได้มีอาชีพจังหวัดละ 1 ผลิตภัณฑ์ ตอนนี้พยายามส่งเสริมการขายเป็นช่องทางออนไลน์ ตั้งใจว่าจะนำอินฟลูเอนเซอร์ที่เชี่ยวชาญในแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น ติ๊กต็อก เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม มาสอนการขายของออนไลน์แม่บ้านตำรวจ และต่อยอดทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ตอนนี้โชคดีที่ทางครูปาน–สมนึก คลังนอก มาช่วยดีไซน์โลโก้ผลิตภัณฑ์ และคุณหมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา แห่งอาซาว่า จะมาช่วยพัฒนาเรื่องผ้าต่าง ๆ ผ้าปักที่อยู่ภายใต้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ “ขวัญดาว” ซึ่งมีความหมายสื่อถึงความเป็นแม่บ้านตำรวจ เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อนำรายได้เข้าสู่สมาคมฯ ช่วยเหลือครอบครัวตำรวจ ชุมชน

“อยากช่วยให้ผลิตภัณฑ์อยู่ยั่งยืนและเป็นที่รู้จักของตลาด เป็นที่รู้จักจริง ๆ ในสังคม และทำให้ยั่งยืน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้พยายามหาตลาดใหม่ ๆ ก็ได้รับความกรุณาจากดิ เอ็มควอเทียร์ ที่จะให้พื้นที่เปิดขายผลิตภัณฑ์ แต่เราต้องพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ เอาศักยภาพที่มีอยู่กับดึงของดีของดังแต่ละจังหวัด จากทั่วประเทศ พร้อมกับของที่แม่บ้านตำรวจเราทำจะโตไปด้วยกัน พยายามอยากทำให้ครบรอบด้าน เพื่อความยั่งยืน ตอนนี้เราเข้ามาพัฒนาต่อยอดให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น อย่างแบรนด์ “ขวัญดาว” อยากต่อยอดแบรนด์ให้เติบโตคู่กับสมาคมไปเลย เพราะว่าตัวผลิตภัณฑ์ขวัญดาว เป็นสัญลักษณ์ของแม่บ้านตำรวจ ในนามของสมาคมแม่บ้านตำรวจ รายได้ตรงนี้จะนำกลับมาสู่สมาคมฯ เพื่อนำไปพัฒนา ไปดูแลบุตรหลาน ครอบครัวตำรวจ รวมทั้งดูแลชุมชน ทำ งานการกุศลต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ที่มองกันอยู่คือที่พักหลังเกษียณของครอบครัวข้าราชการตำรวจ จะเจอเยอะที่พอเกษียณแล้วไม่มีที่ไป เป็นอีกหนึ่งโครงการที่อยากทำเลยไปขอความช่วยเหลือจากครูปาน-สมนึก คลังนอก มาช่วย คาดว่าจะได้รับการตอบรับ การสนับสนุนระดมทุนการช่วยเหลือครอบครัวตำรวจทำได้มากขึ้น” นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจยกตัวอย่างงานที่มีความตั้งใจอยากทำให้เป็นรูปธรรม

“โชคดีที่เป็นคนที่ทำแบบนี้มาก่อน ช่วยพี่ ๆ อดีตนายกสมาคมฯ มาสองสมัย พอเห็นแนวทาง รู้ว่าพอจะต่อยอดตรงไหนได้ โครงการใหม่ที่จะทำในยุคนี้จะต่อยอดจากร้านปันรักษ์คาเฟ่ ซึ่งเป็นโครงการที่ท่านนายกคนเดิมทำไว้ เพื่อต่อยอดการขายเมล็ดกาแฟจากครูตำรวจตระเวนชายแดนที่ดอยบ้านสามหมื่น จังหวัดเชียงใหม่ ตอนนี้กำลังทำผลิตภัณฑ์กาแฟเป็นเหมือนคีออส ยี่ห้อ “อาซ้อ” แจกเฉพาะครอบครัวตำรวจ โดยไม่ต้องเสียเงินค่าแฟรนไชส์ และทำเป็นรถขายกาแฟเคลื่อนที่ ออกร้าน ทำไว้หลายไทป์ ใกล้จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ เงื่อนไขง่าย ๆ มีเพียงอย่างเดียวคือ อยากจะทำและเป็นครอบครัวตำรวจ เขียนเรียงความเข้ามาขอสมาคมฯว่า มีแผนธุรกิจอย่างไร ทำเลที่ตั้งเป็นอย่างไร อยากให้เกิดรายได้จริง ๆ นอกจากนี้อยากสนับสนุนบุตรหลานข้าราชการตำรวจให้กล้าแสดงออกเช่นจัดประกวดแต่งคำกลอน ความภูมิใจในครอบครัวตำรวจและโครงการคือส่งเสริมบุตรหลานข้าราชการตำรวจที่เป็นเด็กพิเศษ อย่าง
ออทิสติก เราจะให้แต่ละภาคทำการสำรวจและติดต่อโรงงานหรือนายจ้างที่พอจะรับเด็ก ๆ เหล่านี้เข้าทำงานได้ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในหลาย ๆ ท่าน ครอบครัวตำรวจเราจะไม่ทิ้งกัน”

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ยังบอกถึงหลักการทำงานว่า “ต้องให้เพื่อนร่วมงานทุกคนสบายใจและเต็มใจที่จะทำงาน คือไม่ต้องเกร็ง ให้มุ่งมั่นไปด้วยกัน และมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งต่อครอบครัวเราเอง และครอบครัวพี่น้องตำรวจ เหมือนเราอยู่จุดนี้เราต้องเป็นผู้ให้แล้ว สิ่งที่ไก่พยายามให้น้อง ๆ ภูมิใจในตัวเองในการเป็นแม่บ้านตำรวจ เราต้องเป็นผู้ให้ไม่เฉพาะครอบครัวตำรวจ แต่เราต้องให้ชุมชน เพราะเราทำงานกับชุมชน ถ้าชุมชนรักเราและครอบครัวเรา ไก่เชื่อว่าจะไม่มีขโมย เพราะทุกคนจะเป็นเหมือนตำรวจนอกเครื่องแบบที่คอยสอดส่อง คอยดู คอยระวังกันเอง สิ่งนี้ไก่ว่าสำคัญที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำคือความท้าทายมีเวลาแค่ 1 ปีในการทำงาน แต่เราทำทุกอย่างอย่างรวดเร็ว แต่มีแบบแผน จัดทีมทำงานหลาย ๆ ทีม เราเก่งคนเดียวไม่ได้ แต่เราจะไปได้ไกล ถ้าเรามีทีมที่ดี เข้าใจกัน ทีมจะเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนในโครงการต่าง ๆ ไปด้วยกัน การทำงานครั้งนี้ท่าน ผบ.ตร. ให้กำลังใจ เป็นพลังใจสำคัญ คอยซัพพอร์ตเสมอ ไก่ยึดจากที่ท่านบอกว่า เราต้องสร้างบ้านของเราให้เป็นบ้านที่อบอุ่นก่อน คนในบ้านรักกันก่อน เราถึงจะไปรักคนอื่นได้ คนในบ้านเราเข้มแข็งก่อน พร้อมก่อน มีความมั่นคงก่อน เราถึงจะไปมอบความมั่นคงให้นอกบ้านได้ เหมือนกัน”

คุณไก่-นิภาพรรณ ยังบอกถึงหลักการใช้ชีวิตคู่ว่า “ไก่ยอมรับว่าทุกบทบาทค่อนข้างหนักนิดหนึ่ง ด้วยความที่เรามีลูกสาว 2 คน คือแรก ๆ ลูก ๆ ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมพ่อไม่มีเวลาให้ จนถึงทุกวันนี้เข้าใจแล้วว่าพ่อไม่มีเวลาไม่เป็นไร เราอยู่กันได้ ทุกวันนี้ลูกจะคอยส่งข้อความให้กำลังใจพ่อ จะโทรฯ หาพ่อทุกวันเพื่อให้กำลังใจ ในหน้าที่ภรรยาเราต้องให้กำลังใจสามี เข้าใจว่าเขาทำงาน ถ้ามัวมาคอยสร้างความไม่สบายใจให้จะทำให้เขาเครียดสองเท่า เราคอยให้กำลังใจ คอยสนับสนุน มีอะไรที่ปรึกษาพอจะให้คำแนะนำ หรือพอจะช่วยได้บ้าง ส่วนในแง่มุมการใช้ชีวิตคู่จะคิดเสมอว่า เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาออกไปทำงาน เขาจะได้กลับมาไหม หรือเราจะได้เจอกันอีกไหม ทุกวันนี้ไม่ว่าจะทำภารกิจอะไร และตัวไก่เองเวลาออกจากบ้าน เราจะต้องกอดกัน หอมกัน ให้กำลังใจกัน เพราะไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างนอกบ้าน ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้คุยกันดี ๆ มัวแต่ทะเลาะกันอยู่ จะมานั่งเสียใจทีหลัง การเปิดใจคุยกัน แสดงความรักต่อกัน เชื่อมั่น มั่นคงต่อกัน ความรักความเข้าใจความอบอุ่นและการเป็นครอบครัวก็มั่นคง”.



