สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ว่า นายแกร์ เพเดอร์เซน ผู้แทนพิเศษสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประจำซีเรีย กล่าวว่า ซีเรียยังคงเผชิญกับภาวะวิกฤติในแทบทุกมิติ ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามกลางเมือง ที่ยังคงยืดเยื้อตั้งแต่ปี 2554 มีแนวโน้มและความเสี่ยงสูง ที่จะได้รับผลกระทบจาก “การขยายวง” ของสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส


การให้ความเห็นดังกล่าวของทูตพิเศษยูเอ็นเกิดขึ้น ในเวลาเดียวกับที่นายนาสเซอร์ คานานี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวถึงการที่ทหารอเมริกันในอิรักและซีเรีย ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางทหารโดยกองกำลังหลายกลุ่มบ่อยครั้งขึ้น เป็นผลจาก “นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลวอชิงตันที่ผิดพลาด” หนึ่งในนั้น คือ การสนับสนุนอิสราเอลในการทำสงครามกับกลุ่มฮามาส


ทั้งนี้ สหรัฐกล่าวว่า อิหร่านมอบความสนับสนุนทั้งทางการเงินและด้านอาวุธ ให้แก่กลุ่มฮามาส ตั้งแต่ก่อนสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสปะทุ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา และยังมีส่วนร่วมวางแผนปฏิบัติการของกลุ่มฮามาสในครั้งนี้ ด้านรัฐบาลเตหะรานยืนกรานปฏิเสธ แต่เรียกการจู่โจมของกลุ่มฮามาส “คือความสำเร็จ”


อนึ่ง กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ทำลายเป้าหมายสองแห่ง ในภาคตะวันออกของซีเรีย เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) และกองกำลังติดอาวุธที่เกี่ยวข้อง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน เตือน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เรื่องความเสี่ยงของการเผชิญหน้าและการปะทะ ระหว่างกำลังพลของทั้งสองฝ่ายในซีเรีย


ขณะที่ พล.อ.ลอยด์ ออสติน รมว.กลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งทางอาวุธกับฝ่ายใด และไม่ประสงค์เข้าร่วมอยู่ในวงความขัดแย้ง การโจมตีดังกล่าวคือการป้องกันตัวเองอย่างชอบธรรม จากการก่อความรุนแรงโดยไออาร์จีซีและแนวร่วมที่มีต่อสหรัฐ “ซึ่งต้องยุติได้แล้ว”.

เครดิตภาพ : AFP