สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ว่า นโยบายเก็บภาษีเพิ่มดังกล่าว ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสของโคลอมเบีย เมื่อช่วงปลายปี 2565 และได้รับการสนับสนุนจากศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมายหลายประการ จะเพิ่มจาก 10% ในปีนี้ เป็น 15% ในปี 2567 และขึ้นเป็น 20% ในปี 2568
“นี่ไม่ใช่การเอาเงินไปจากคุณ แต่มันทำให้คุณเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ และเป็นการปรับปรุงสุขภาพของชาวโคลอมเบียให้ดีขึ้น” ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย โพสต์บนแพลตฟอร์ม เอ็กซ์
ผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือและไขมันทรานส์สูง เช่น เนื้อตัดเย็น, ช็อกโกแลต และอาหารเช้าที่ทำจากเมล็ดข้าวพอง ล้วนได้รับผลกระทบการนโยบายเก็บภาษีใหม่ เช่นเดียวกับน้ำอัดลม, น้ำผลไม้แปรรูป และเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งถูกกล่าวโทษว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้โรคเบาหวาน กับโรคหัวใจและหลอดเลือด รุนแรงกว่าเดิม
Bogotá impone impuestos a alimentos ultraprocesados
— DW Español (@dw_espanol) November 2, 2023
Colombia aplica un impuesto progresivo del 10% sobre alimentos con alto contenido de azúcar, sal y grasas saturadas. Mientras el Gobierno busca combatir hábitos poco saludables,críticos temen impacto en los sectores más pobres. pic.twitter.com/QbYBihNwyV
แม้อุตสาหกรรมน้ำตาลในโคลอมเบีย ซึ่งมีพนักงานราว 286,000 คน ยื่นฟ้องหลายคดี หลังนโยบายภาษีได้รับการอนุมัติ แต่ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศ มีคำพิพากษาในปีนี้ว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าว ไม่ละเมิดหลักการของการเสมอภาค เสรีภาพทางเศรษฐกิจ หรือตลาดเสรีแต่อย่างใด
อนึ่ง ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการในปี 2558 ผู้ใหญ่ชาวโคลอมเบียที่มีอายุ 18-64 ปี ในสัดส่วน 56% มีภาวะน้ำหนักเกิน
นอกเหนือจากโคลอมเบีย หลายประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา ก็มีการเก็บภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาล ตามนโยบายด้านสาธารณสุข ดังเช่นในเม็กซิโก ซึ่งเรียกเก็บภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเพิ่ม 1 เปโซเม็กซิโกต่อลิตร (ราว 2 บาท) เมื่อปี 2557 โดยเอกวาดอร์ และเปรู ดำเนินการเก็บภาษีที่คล้ายคลึงกันในปี 2559 และปี 2561 ตามลำดับ.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



