นายศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า สคส.กำลังอยู่ระหว่างการทำแอปพลิเคชัน ห้ามโทรหาฉัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการแจ้งไม่ยินยอมให้บริษัทต่างๆ โทรหา เพื่อขายสินค้าและบริการต่างๆ รวมถึงป้องกันเพื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรฯ มาหลอกลวง เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลระบุว่าประชาชนสามารถแจ้งไปยังบริษัทนั้นได้ หากไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล โดย สคส.จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องให้ประชาชน รวมถึงการทำไวท์ลิสต์ ระบุเบอร์หน่วยงานราชการให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ  และนำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ มาช่วยตรวจสอบด้วยโดยชื่อแอปพลิเคชัน ยังอยู่ระหว่างการคิดชื่อ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้เดือน ม.ค.67 เพื่อเป็นของขวัญให้ประชาชน 

ล่าสุด สคส.ได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการบูรณาการความร่วมมือในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลที่เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ด้าน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กล่าวว่า ปัจจุบันบริการโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาบริการร่วมกับกิจการอื่นด้วย เช่น บริการโทรเวชกรรม (Telemedicine) ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข หรือบริการพิสูจน์ยืนยันตัวตน (Digital ID) ที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในการทำธุรกรรมต่างๆ ทั้งกับภาครัฐและภาคเอกชน และในการให้บริการโทรคมนาคม ผู้รับใบอนุญาตจำเป็นต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ

ดังนั้น สำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล จึงได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ซึ่งตามลักษณะการหลอมรวมการให้บริการดังกล่าว การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการอาจไม่จำกัดอยู่เพียงเพื่อการให้บริการโทรคมนาคมเท่านั้น แต่ผู้ใช้บริการอาจให้ความยินยอมให้ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่น (Cross-sector Data Sharing) ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้หลักสมดุลการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับสิทธิขั้นพื้นฐาน (Data Protection in Balance with Other Fundamental Rights) 

โดยกฎหมายรับรองสิทธิของผู้ใช้บริการซึ่งมีอยู่แล้วในข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง ให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้สิทธิได้อย่างอิสระ ผ่านการอนุญาตหรือการให้ความยินยอมให้ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง โดยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาคอุตสาหกรรมได้เริ่มดำเนินการแล้วในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นความท้าทายของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่จะไม่จำกัดอยู่เพียงเฉพาะหน่วยงานกำกับดูแลหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอีกต่อไป 

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้มีผลใช้บังคับทั้งฉบับมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 และด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แสดงให้เห็นว่ากลไกในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ไม่สามารถดำเนินการภายใต้กฎหมาย ประกาศ ระเบียบ และแนวปฏิบัติของ กสทช. หรือสำนักงาน กสทช. เพียงอย่างเดียวได้  แต่จะต้องพิจารณา พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ และกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว รวมทั้งประกาศ ระเบียบ และแนวปฏิบัติของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กันไป จึงเป็นที่มาของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างสำนักงาน กสทช. และ สคส.ในครั้งนี้