น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายการเมือง (ดีอี) เปิดเผยว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีดีอี ได้รับมอบหมายจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้เร่งดำเนินการเรื่องการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ จากกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เข้าร่วมหารือ แนวทางการการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ จากกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล โดยข้อสรุปของที่ประชุม ได้แบ่งมาตรการการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

สำหรับระยะสั้น จะเร่งดำเนินการโดยใช้เครื่องมือของศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ตรวจสอบการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล และกรณีมีการโจรกรรมข้อมูล (แฮก) ให้ สกมช. วิเคราะห์ว่า ความเสี่ยงมีที่จุดไหนบ้างและให้มีการแจกแจงมาประมาณ 4-5 กรอบ และระบุมาตรการของแต่ความเสี่ยง พร้อมจัดให้มีคนเฝ้าระวัง หรือ มอนิเตอร์ และหากมีกรณีซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ให้มีมาตรการจัดการเด็ดขาด ได้แก่ การปิดกั้น และจับกุม สำหรับ ระยะกลาง ได้แก่ การสร้างและพัฒนาระบบคลาวด์ ที่น่าเชื่อถือสำหรับจัดเก็บข้อมูลต่างๆ และ 3. ระยะยาว ได้แก่ การแก้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ พีดีพีเอ และอาชญากรรมทางไซเบอร์

“นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ จึงได้กำชับรัฐมนตรีดีอี ให้เร่งดำเนินการในเรื่องนี้โดยด่วน และให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือ หาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพให้เด็ดขาดด้วย” น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม สำหรับในส่วนของการดำเนินการของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์เอโอซี 1441 ตั้งแต่วันที่ 1-6 พ.ย. ได้รับสายจำนวน 15,000 สาย ส่วนใหญ่เป็นติดต่อขอคำปรึกษา และทางศูนย์เอโอซี 1441 ได้ช่วยอายัดบัญชีจบภายใน 1 ชม. จำนวน 678 บัญชี ภาพรวมสามารถให้ข้อมูล หรือช่วยเหลือผู้ติดต่อเข้ามาได้ดี น่าพึงพอใจ และมั่นใจว่าศูนย์นี้ช่วยแก้ปัญหาภัยออนไลน์ให้ประชาชนได้ ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้บังคับใช้กฎหมาย จะสามารถดำเนินคดี หาตัวผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น