นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ทบทวนกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% เป็นไม่เกิน 70% เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาลและไม่เป็นอุปสรรคหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง โดยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี สำหรับการทบทวนกรอบหนี้สาธารณะในครั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้มีการทบทวนสัดส่วนต่างๆ อย่างน้อยทุก 3 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนี้จะมีการนำเสนอมติการปรับเพดานหนี้ให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาวันที่ 21 ก.ย.64 ทันที โดยการปรับเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% จะช่วยเปิดช่องให้รัฐบาลมีโอกาสออกฎหมายกู้เงินสำหรับใช้รับมือโควิดและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกเหนือจากแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบ 65 ได้อีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม เรื่องการกู้จะต้องดูความเหมาะสมของสถานการณ์ไม่จำเป็นว่าเมื่อขยายเพดานหนี้แล้วจะต้องกู้เพิ่มแน่นอน เพราะขณะนี้รัฐบาลยังเหลือกรอบเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน อีกกว่า 4.2 แสนล้านบาทให้ใช้ได้ ส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปี 64 จะปิดที่ 58.96%