ชัดเจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังยืดเยื้อมานานสำหรับ “บิ๊กดีล” รวมธุรกิจระหว่าง บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ในเครือ AIS กับ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน)  หรือ 3BB

เมื่อ บอร์ด กสทช. มีมติเสียงข้างมาก 4  เสียง อนุญาตให้รวมธุรกิจ  ขณะที่ 1 เสียง งดออกเสียง และ อีก 2 เสียง  เพียง แค่รับทราบ!!

โดยบอร์ดเสียงข้างมาก ให้เหตุผลว่าการรวมธุรกิจครั้งนี้แม้จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดอินเทอร์เน็ตประจำที่ (fixed broadband) และราคาค่าบริการอินเทอร์เน็ตประจำที่ แต่ขอบเขตและระดับของผลกระทบไม่รุนแรง เพราะมีบริการทดแทนกันได้สูงจากบริการอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่  จาก Mobile Broadband ได้

นอกจากนี้ สำหรับในพื้นที่ห่างไกลก็ยังมีเน็ตประชารัฐ และ USO Net ที่ กสทช.สนับสนุนเกือบ 50,000 จุดทั่วประเทศ ให้ประชาชนสามารถใช้งานเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

ขณะที่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที ก็เป็นอีกหนึ่งผู้ให้บริการ ที่ยังสามารถแข่งขันได้ จากที่มีโครงข่ายครอบคลุม และมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 16% และมีความเป็นไปได้ต่ำที่จะร่วมมือกับอีกสองรายใหญ่ เนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงยังสร้างความกดดันในการแข่งขันได้!!

แม้จะอนุญาตให้ควบรวมธุรกิจครั้งนี้ แต่ทางบอร์ด กสทช. ได้มีมติ ออกเงื่อนไขและมาตรการเฉพาะเพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภคและตลาด โดยมีสาระที่สำคัญ อาทิ  เมื่อการรวมธุรกิจครั้งนี้จะช่วยลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนได้ถึง 10,000-15,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปี ก็กำหนดให้นำเงินดังกล่าวไปลงทุน ทำให้โครงข่าย Fixed Broadband Access ขยายครอบคลุมมากขึ้นในพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำที่ยังไม่มีโครงข่ายในปัจจุบัน

โดยมีการประเมินว่า การลงทุนดังกล่าวนนี้ จะช่วยให้เกิดประโยชน์สุทธิ (Net Benefit) ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม 88,690 ล้านบาทในช่วง 5 ปี คิดเป็น 0.18–0.49 %  ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ณ ราคาปัจจุบัน (Nominal GDP)

สำหรับในเรื่องการควบคุมราคาค่าบริการนั้น ได้กำหนดให้ห้ามขึ้นราคาหรือลดคุณภาพบริการ และให้คงแพ็กเกจราคาต่ำสุดสำหรับอินเทอร์เน็ตประจำที่เป็นเวลา 5 ปี!?!

นอกจากนี้ ทาง กสทช.กำหนดให้มีอนุกรรมการทำหน้าที่เป็น merger monitor เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการขึ้นราคาจากผู้รวมธุรกิจเป็นเวลา 5 ปี โดยอนุกรรมการชุดนี้จะมีตัวแทนร่วมจากภานนอก คือ องค์กรผู้บริโภค นักวิชาการ และองค์กรวิชาชีพ โทรคมนาคม  ซึ่งแตกต่างจาก อนุกรรมการฯ กรณี บิ๊กดึล “ทรู-ดีแทค” ที่ล้วนเป็นคนใน กสทช. จึงขาดการมีส่วนร่วมของบุคคลภายนอก จนทำให้มีการพูดกันว่า ทำให้การติดตามตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่!?!

รวมถึงมีมาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีโครงข่ายสามารถเข้ามาใช้โครงข่ายของผู้ที่ขอรวมกิจการ โดยได้รับสิทธิเงื่อนไขในการเข้าใช้โครงข่ายได้เช่นเดียวกับผู้รับใบอนุญาตที่เกิดขึ้นจากการรวมธุรกิจ เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันในพื้นที่เฉพาะในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศ โดยลดเงื่อนไขการเข้ามาประกอบกิจการของผู้ประกอบการที่ไม่มีโครงข่าย

อย่างไรก็ตามกระบวนการรวมธุรกิจครั้งนี้อาจไม่ได้โรยด้วย “กลีบกุหลาบ” อาจจะถูกนำเข้าสู่การกระบวนการยุติธรรม เมื่อ “สภาองค์กรของผู้บริโภค” ก็ได้ระบุเมื่อวันที่มายื่นหนังสือต่อ กสทช. ว่า หากดีลนี้ทาง กสทช.อนุญาตให้รวมธุรกิจกันได้ ก็จะฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เช่นเดียวกันกับ บิ๊กดีล “ทรู-ดีแทค” เพราะเกรงว่าผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น!

ซึ่งหากเกิดการฟ้องร้องต่อศาลขึ้นจริง ๆ คงต้องว่ากันไปตามกระบวนการของทางศาล และก็คงอยู่ที่ดุลพินิจของศาลจะตัดสินว่าอย่างไร?

แต่ในแง่ธุรกิจก็ยังคงเดินหน้ากันต่อไป โดยหลังการรวมธุรกิจแล้ว จะใช้ชื่อว่า  “เอไอเอส-3BB ไฟเบอร์ 3”  ในการทำตลาดและให้บริการ โดยในส่วนของลูกค้าทั้งสองแบรนด์ ไม่ต้องดำเนินการอะไร ยังใช้งานต่อเนื่องได้ตามปกติ!?!

โดยทาง  “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส  บอกว่า ธุรกิจ ฟิก บรอดแบนด์ หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในไทยยังเติบโตได้อีก เมื่อดูตัวเลขครัวเรือนของไทยมีอยู่ประมาณ 20 ล้านครัวเรือน แต่มีการใช้งานบรอดแบนด์อยู่ 10.37 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 50% เท่านั้น ตลาดยังสามารถเติบโตได้อีกมาก

ผู้บริหารของ AIS ยังบอกต่อว่า การรวมธุรกิจครั้งนี้จะช่วยให้เอไอเอสมีความแข็งแกร่งในตลาดมากขึ้น  ซึ่ง 3BB มีความแข็งแกร่งในตลาดต่างจังหวัด และ เอไอเอสไฟเบอร์ มีความแข็งแกร่งใน กทม. จึงถือเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ!?!

“เอไอเอส เข้าสู่ธุรกิจบรอดแบนด์เมื่อ 9 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน มีฐานลูกค้า 2.38 ล้านครัวเรือน การจะขึ้นเป็นผู้นำตลาดจะต้องใช้เวลาอีกมาก การซื้อกิจการจึงจะช่วยให้ขึ้นเป็นผู้นำได้  ด้วยฐานลูกค้าร่วม 4.69 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็นลูกค้าเอไอเอส ไฟเบอร์ 2.38 ล้านครัวเรือน และ 3BB จำนวน 2.31 ล้านครัวเรือน”

สำหรับเรื่องเงื่อนไขมาตรการของ กสทช. นั้น ที่กำหนดให้ต้องนำงบลงทุน 5 ปี ไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท นั้น  ทางเอไอเอสมีการลงทุนไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปีอยู่แล้ว ขณะที่ การคงแพ็กเกจราคาต่ำสุดที่ 399 บาทต่อเดือน ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะมีแพ็กเกจที่หลากหลายให้เลือกหลากหลายและหากลูกค้าต้องการบริการอื่นๆ ก็หลากหลายมากขึ้น ก็สามารถ On-top  ได้

นอกจากนี้จะมีแพ็กเกจที่สนับสนุนเอสเอ็มอี  พร้อมสนับสนุนการทำสมาร์ตซิตี้ของรัฐบาลด้วย โดยตั้งเป้าหมาย จะขยายโครงข่ายครอบคลุม 14  ล้านครัวเรือนในปี 67 และเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นที่ให้กับประชาชนและประเทศชาติ  

ด้าน “ธีร์ สีอัมพรโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจบรอดแบนด์ เอไอเอส กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโครงข่ายครอบคลุม 923 อำเภอ  ขาดเพียง 3 อำเภอ ของประเทศไทย ที่เป็นพื้นที่เกาะ และสามารถให้บริการลูกค้าได้ 9.5 ล้านพอร์ต โดย เตรียมนำเสนอแพ็กเกจพร้อมหลอมรวมบริการใหม่ๆ ระหว่างสองแบรนด์ เพิ่มเข้าไป โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานลูกค้าให้โต 5-10% ในปีหน้า เท่ากับอัตราการเติบโตของตลาดรวมซึ่งอยู่ที่  5-10% ต่อปี

สุดท้ายแล้วเป็นสิ่งที่ต้องจับตากันต่อไปตลาดบรอดแบนด์ไทยจะแข่งกันดุเหมือนเดิมหรือไม่ และเงื่อนไขมาตรการของ กสทช.จะช่วยให้ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายแพงขึ้นหรือไม่?

จิราวัฒน์ จารุพันธ์