สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ว่า นายคิม ซอง เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ว่าเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤติด้านความมั่นคงมากที่สุด เนื่องจากสหรัฐยังคงข่มขู่และคุกคามรัฐบาลเปียงยางด้วยอาวุธนิวเคลียร์


ด้วยเหตุนี้ “จึงเป็นสิทธิอันชอบธรรม” ของเกาหลีเหนือ ในการพัฒนา ทดสอบ ผลิต และครอบครองอาวุธ ในแบบเดียวกับที่สหรัฐกำลังดำเนินการ


ขณะที่นางลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็น กล่าวว่า การซ้อมรบระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ “เป็นไปตามกำหนดการ” และ “เป็นการป้องกันตัวเองโดยธรรมชาติ” นอกจากนี้ การฝึกซ้อมรบระหว่างทั้งสองประเทศ “ไม่ได้ละเมิดมติข้อใดของยูเอ็นเอสซี”


ส่วนนายเกิ่ง ส่วง อัครราชทูตจีนประจำยูเอ็น กล่าวว่า สหรัฐเป็นฝ่ายสร้างบรรยากาศของความโกรธเกรี้ยว และการเผชิญหน้า ผ่านการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ ส่งผลให้เกาหลีเหนือรู้สึกว่า ถูกข่มขู่และคุกคามตลอดเวลา


ทั้งนี้ สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสอดแนมทางทหารดวงแรกของประเทศ “มัลลิกย็อง-1” ขึ้นสู่วงโคจร เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา

หลังจากนั้น เกาหลีใต้ประกาศระงับการปฏิบัติตาม “เนื้อหาบางส่วน” ของข้อตกลงทางทหาร ฉบับปี 2561 แล้วกลับมาสอดแนมตามแนวชายแดน แต่เกาหลีเหนือประกาศยกเลิกการปฏิบัติตาม “เนื้อหาทั้งหมด” และเริ่มฟื้นฟูฐานประจำการตามแนวชายแดนเช่นกัน.

เครดิตภาพ : AFP