ยังสวยยังแซ่บไม่สร่างจริง ๆ สำหรับนักแสดงสาวเจ้าบทบาท “น้ำผึ้ง-ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์” ล่าสุดออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกในรายการ WOODY INTERVIEW ถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยติสต์หนักถึงขั้นนั่งรถเมล์ไปดูศพเพื่อปลงชีวิตที่ศิริราช และเคยสูญเสียครั้งใหญ่เป็นซึมเศร้าจนต้องพบจิตแพทย์ แต่ก็ผ่านทุกอย่างมาได้เพราะใช้ธรรมะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
น้ำผึ้ง เผยว่า “ชีวิตตอนนี้ดีนะ มันลงตัว เหมือนแก่ขึ้นแล้วจิตวิญญาณมันเติบโตขึ้น สบายตัวขึ้น สมัยก่อนชีวิตเลือกได้ แต่มันเจอวิกฤติไง สัตว์ที่เราเลี้ยงถึงช่วงแก่แล้วมันจะตายเรื่อยๆ เลยได้เจอกับความเกิดแก่เจ็บตาย ได้เจอมาในช่วงอายุ 40 กว่า เรียงกันเลย เราก็เลยมีความทุกข์ อยู่ดีๆ เดินไปกราบเท้าคุณแม่ แม่ตกใจเลยอะ แบบว่าไม่เคยเจอแบบนี้ แต่เรารู้ว่ามันไม่แน่นอนจริงๆ ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ ก็เลยกล้าทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน ส่วนเรื่องที่น้ำผึ้งมีการสูญเสียครั้งใหญ่ติดต่อกัน ทำให้เกิดเป็นซึมเศร้าไปเลย ลูกรักจากไปทีละตัวๆ รวมกัน 6-7 ตัว ทั้งแมว ทั้งหมา ทั้งกระต่าย ต้องปรึกษานักจิตวิทยา แล้วเราบอกเขาว่าเราจะต้องเข้มแข็ง เขาก็บอกว่าคุณน้ำผึ้งพูดคำว่าเข้มแข็งบ่อยมาก แต่เขาบอกว่าบางทีไม่ต้องเข้มแข็ง อ่อนแอบ้างก็ได้ ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้างก็ได้ เราก็เลยหายเข้มแข็ง เริ่มขี้อ้อน ขอความช่วยเหลือคนอื่นว่าช่วยปลอบใจเราหน่อยนะเรากำลังเศร้า แล้วเขาก็บอกว่าให้เราอยู่กับปัจจุบัน แล้วไปทำสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข น้ำผึ้งก็เห็นว่าสิ่งที่มีคุณค่าก็คือไปช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงที่เขาไม่ได้กลิ่นอีกแล้วในชีวิต เพราะว่าเขาตัดกล่องเสียงไปทำให้พูดไม่ได้และไม่ได้กลิ่น น้ำผึ้งไปช่วยกองทุนของผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียง ทำให้เขากลับมาได้กลิ่นอีกครั้งทั้งกลุ่มเลย ไปทำกับคุณหมอ รพ.ศรีนครินทร์ ซึ่งยังทำต่อเนื่องทุกปีค่ะ”

“โชคดีมากเลย เหมือนเราจะช่วยเขานะ แต่จริงๆ เขาช่วยเรา เขาช่วยให้เรารู้สึกแบบน้ำผึ้งร้องไห้เลย รู้สึกว่าตายได้แล้วอะ นี่แหละคุณค่าของชีวิตที่เราทำมากที่สุดในศักยภาพที่เรามี จากนั้นมันคืออุปทานการยึดติด มองเห็นว่าเขาเป็นลูกคิดว่าเขาเป็นลูกขึ้นมาจริงๆ มันจะต้องไม่ตาย ต้องได้รับการรักษาอย่างดี แต่เราไม่รู้ว่าทุกอย่างมันเกิดแก่เจ็บตาย แล้วมันก็ทยอยตาย เราก็เลยรับไม่ได้ ก็เลยเป็นซึมเศร้า เวลามาทำงานจะไม่มีใครรู้เลย เหมือนในใจมันร้องไห้ตลอดเวลา แต่ว่าข้างนอกเราแฮปปี้ สักพักหนึ่งมันก็จะทนไม่ได้เพราะว่าเราไม่ได้เข้มแข็งตลอดเวลา จะเป็นเก็บกด ก็เลยต้องไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เรื่องสัตว์เลี้ยงก็ยังเลี้ยงอยู่ค่ะ แต่ว่าทุกวันนี้บางตัวที่ป่วยมากๆ เหมือนจะ ICU แบบนี้เราก็ทำใจได้แล้ว อยู่ด้วยกันไปก็พยายามอุ้มเขาบ่อยๆ วันที่เขาไม่อยู่เราจะได้ไม่ต้องเสียใจ ตอนนี้เราก็เตรียมใจเพราะคุณพ่อคุณแม่ก็แก่มากแล้ว แล้ววันหนึ่งก็คงจะตาย คือไม่ได้แช่งนะคะ เราคงจะต้องได้รับโทรศัพท์อะไรที่เป็นข่าวร้ายสักวันหนึ่ง แต่ว่าอันนี้เป็นสอบใหญ่ของน้ำผึ้ง ต้องฟังท่านพุทธทาสให้เยอะกว่านี้ ช่วงนี้ก็ต้องนั่งสมาธิมากขึ้นค่ะ ตอนแรกมันจะเป็นทฤษฎีที่เราฟังแต่ตอนหลังก็ต้องจิตว่าง แล้วเวลาที่เกิดการสูญเสียขึ้นมาจริงๆ เราจะได้ไม่ต้องเอาตัวเราไปผูกอะไรมากๆ ขนาดนั้น แต่ว่าเราก็ยังรักนะเพียงแต่ว่าเห็นเกิดแก่เจ็บตาย แล้วก็ปล่อยวางมีความสุขต่อได้ง่ายขึ้น”

“ถามว่าใช้ธรรมะกับความสัมพันธ์และความรักด้วยไหมครับ ตอบเลยว่าด้วยค่ะ ใช้ในชีวิตด้วยค่ะ เหมือนอย่างตอนแรกพี่เป้กลับบ้านช้า เราก็แบบทำไมกลับบ้านช้า เราก็เตรียมอาหารไว้ให้นั่นโน่นนี่ สักพักหนึ่งเราก็คิดว่า อ๋อ! ในใจคิดไปแล้วเราอยากให้เขามา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันไม่แน่เขาอาจจะติดธุระ เราก็เลยหายตรงนั้นไป พอใจเริ่มคิดเราก็ตัดตรงนั้น ช่างมันเดี๋ยวเขาก็มา แล้วทุกอย่างมันก็ไม่โกรธ กลายเป็นเราไม่ค่อยโกรธคนอื่น จะเป็นอะไรที่ดีมากๆ ถ้าเราไม่โกรธ เรื่องลูก เคยอยากนะคะ แต่ว่าตอนนี้ไม่มีก็ดี ไม่มีก็สบายตัวไปอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน แต่เรื่องติสต์ (หัวเราะ) ก็ยอมรับว่าติสต์นะคะ แต่ว่าไม่ติสต์แตกนะ เวลาทำงานก็ทำงานให้เต็มที่ เวลาที่ทำงานเสร็จเราจะลอกคราบนักแสดงออกไปเลย แล้วเคยรู้ว่าไอน์สไตน์มีเสื้อแค่ 7-8 ตัวที่เป็นชุดเดียวกันเพราะว่าเขาจะได้มีสมองไว้คิดเรื่องปรัชญาอะไรของเขา เราก็เลยเป็นแบบอย่างนั้นเราก็ต้องใส่ชุดเดียวกันเลียนแบบเขา มีเสื้อแบบเดียวกัน 8 ตัว รองเท้าแบบเดียวกัน วันๆ ก็ใส่แบบนั้นไปกองถ่าย จนคนเขาก็แบบน้ำผึ้งมีชุดเดียวเหรอ แล้วเวลาไปงานบางทีมันก็มากเกินไป น้ำผึ้งก็เริ่มไม่ใส่ส้นสูง เริ่มใส่แตะแต่ไม่ใช่แตะคีบขนาดนั้นนะคะ ไม่ค่อยเอาชุดที่มันเป็นดารามาก เริ่มทำอะไรที่มันไปนั่งรถเมล์อะไรแบบนี้ มีคนขับรถให้นั่งก็ไม่นั่ง ไปนั่งวิน เอาให้มันเต็มที่เพราะว่าเคยได้ยินท่านพุทธทาสพูดว่า “เป็นอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทําอย่างสูง” เราก็เลยเอาให้มันติดดินที่สุด แล้วก็นั่งรถเมล์ไปดูศพที่ศิริราชด้วยเพื่อที่จะปลง ตอนนั้นเป็นช่วงที่อ่านปรัชญาเยอะมาก แล้วก็หมกตัวเองอยู่ในห้อง ไปดูชีวิตจริงหลังจากทำงานมันคนละขั้วกันไปเลย ก็เลยถือว่าตรงนั้นแหละคงเป็นติสต์ อยากทำอะไรก็ทำจริงๆ ไม่จำเป็นต้องกระทำเป็นอยู่อย่างต่ำตลอดนะ จะเป็นอย่างกลาง อย่างสูง เราก็ทำอย่างสูงได้ รูปแบบกับสาระ รูปแบบมันก็เป็นแค่รูปแบบแหละจะรวยจนหรืออะไร แต่ว่าข้างในสาระมันคืออะไร ก็ทำให้เราอยู่เหนือรูปแบบไปเลย เป็นอะไรก็ได้”




