นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้การจัดหารถโดยสารดีเซลรางปรับอากาศ 184 คัน พร้อมอะไหล่ วงเงินประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท มีแนวโน้มที่ดี ซึ่งรัฐบาล กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงความจำเป็น โดยเฉพาะสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) ต่างร่วมมือร่วมใจ เพื่อผลักดันโครงการดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้ ยังมีประเด็นเรื่องประเภทรถโดยสาร ว่าจะต้องเป็นดีเซลราง หรือเป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (อีวี) ตลอดจนเรื่องความคุ้มค่าของการจัดหารถฯ ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปรายละเอียดประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 67 หรือประมาณเดือน ม.ค.-มี.ค. 67

นายนิรุฒ กล่าวต่อว่า มั่นใจว่าการจัดหารถใหม่ เกิดความคุ้มค่า และหลังจากนี้การจัดหารถโดยสารของ รฟท. จะปรับเปลี่ยนขบวนรถชั้น 3 ที่ให้บริการเชิงสังคม จากเดิมพัดลม ให้เป็นระบบปรับอากาศทั้งหมด และมีเป้าหมายว่าในอนาคตต้องไม่มีรถโดยสารชั้น 3 ที่รัฐต้องอุดหนุนบริการสาธารณะ (PSO) อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ได้หารือกับกระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. โดยอยากให้คนที่มีรายได้น้อย ได้ขึ้นรถคันเดียวกับคนทั่วไป เพียงแต่ระบบการชำระเงินอาจแตกต่างกัน โดยคนที่พอมีฐานะก็จ่ายค่าโดยสารเองปกติ ส่วนผู้มีรายได้น้อยก็จะได้รับเงินสนับสนุนผ่านเข้าทางบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หากทำได้ รฟท. ก็ไม่จำเป็นต้องขอ PSO รัฐบาลทุกปี
นายนิรุฒ กล่าวอีกว่า ขณะที่รัฐก็นำเงินไปสนับสนุนที่ประชาชนรายคน ไม่ต้องนำเงินมาให้ที่ รฟท. เพื่อนำไปบริหารจัดการเดินรถไฟอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมา รฟท. ได้รับเงิน PSO ไม่มาก ขณะที่ต้นทุนสูง และ รฟท. ยังขาดทุนเหมือนเดิม ด้านรัฐก็ต้องจ่ายเงินทุกปี ส่วนประชาชนก็ต้องนั่งรถไฟเก่าๆ ร้อนๆ ดังนั้น ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดให้ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะมีรายได้น้อย หรือไม่น้อย สามารถขึ้นรถขบวนเดียวกันได้หมด และเก็บค่าโดยสารปกติที่ควรจะเป็น ก็จะวินวินกับทุกฝ่าย รัฐไม่ต้องจ่าย PSO รฟท. ได้ค่าโดยสารปกติ และประชาชนก็ได้นั่งรถปรับอากาศเท่าเทียมกันทุกคน

นายนิรุฒ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันโครงการรถไฟทางคู่ ระยะ (เฟส) ที่ 1 จำนวน 7 เส้นทาง ระยะทาง 993 กม. วงเงินรวมประมาณ 1.1 แสนล้านบาท ใกล้จะแล้วเสร็จเกือบทั้งหมด คาดว่าภายในปี 67 จะทยอยเปิดเดินรถไฟทางคู่ในแบบระบบอาณัติสัญญาณเดิมได้ครบทั้งหมด ในระหว่างที่รอติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณใหม่ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะส่งผลให้การเดินทางทางรถไฟสะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยขบวนรถใหม่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ รฟท. พยายามผลักดัน เพื่อเร่งจัดหารถมาทดแทนรถเก่า และนำมาให้บริการประชาชน อย่างไรก็ตาม เวลานี้กำลังพิจารณาว่า หาก รฟท. สามารถจัดหารถได้เต็มที่แล้ว และความจุทางยังเหลืออยู่ รฟท. จะเปิดให้เอกชนมาเดินรถขนส่งสินค้าด้วยตามนโยบายรัฐบาลด้วย
นายนิรุฒ กล่าวด้วยว่า ขอย้ำว่าการเปิดให้เอกชนมาเดินรถฯ จะให้เดินรถได้เฉพาะในส่วนที่ความจุทางเหลือ ไม่ใช่มาเดินรถแทน รฟท. ซึ่ง รฟท. ยังเดินรถอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เหลือตรงไหนก็ให้มาเดินรถในส่วนนั้น และคนขับรถไฟยังต้องเป็นพนักงานของ รฟท. อยู่ เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะขับรถไฟได้ต้องมีใบอนุญาตขับรถไฟ ซึ่งจะมีแต่พนักงาน รฟท. เท่านั้น ที่จะมีใบอนุญาตดังกล่าว อย่างไรก็ตามปัจจุบัน รฟท. ได้เดินรถให้กับเอกชนรายต่างๆ อยู่แล้ว อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว รวดเร็วกว่าการที่ รฟท. ต้องจัดหาแคร่สินค้า ขณะเดียวกันการใช้ทางคู่ก็จะเกิดประโยชน์มากขึ้นด้วยเช่นกัน.



