สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ว่ากองทัพอิสราเอลออกแถลงการณ์ว่า มีการโจมตีเป้าหมายมากกว่า 450 แห่งในฉนวนกาซา ตลอดทั้งวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยปฏิบัติการโจมตีเกิดขึ้นจากรอบทิศทาง ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ


ด้านกระทวงสาธารณสุขปาเลสไตน์รายงาน มีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 40 ราย จากการโจมตีของกองทัพอิสราเอลในภาคเหนือของฉนวนกาซา และอีกหลายสิบรายบริเวณพื้นที่ทางใต้

หญิงชาวปาเลสไตน์พยายามเก็บรวบรวมหนังสือ ภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งพังราบเป็นหน้ากลอง จากการโจมตีของอิสราเอล ที่เมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา


สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หลังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) อภิปรายและหยั่งเสียงต่อมติที่เสนอโดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( ยูเออี ) ซึ่งเรียกร้อง “การหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมทันทีในฉนวนกาซา” การเปิดทางให้มีการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มเติมเข้าสู่ฉนวนกาซา และการเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังเหลืออีก 138 คน “อย่างไม่มีเงื่อนไข”


อย่างไรก็ตาม สหรัฐใช้สิทธิวีโต้ในฐานะหนึ่งในสมาชิกถาวร ปัดตกมติดังกล่าว ขณะที่นายฮอสเซ็น เอเมียร์-อับโดลลาเฮียน รมว.กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า การที่รัฐบาลวอชิงตันออกตัวอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนอิสราเอล จะยิ่งทำให้ความพยายามของทุกฝ่าย ที่กำลังหาทางบรรลุข้อตกลงหยุดยิง “ระยะยาว” ในฉนวนกาซา ยิ่งยากลำบาก

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่การทูตหมายเลขหนึ่งของอิหร่านเตือนด้วย ว่าการสู้รบที่ยืดเยื้อในฉนวนกาซา จะกลายเป็น “ระเบิดที่ควบคุมไม่ได้” และจะสั่นคลอนเสถียรภาพในตะวันออกกลางมากขึ้น.

เครดิตภาพ : AFP