สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ว่ากองกำลังยามฝั่งของฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์ เมื่อวันอาทิตย์ ว่าเกิดเหตุเรือยามฝั่งของจีนลำหนึ่ง ชนกระแทกเรือของฟิลิปปินส์ ที่กำลังปฏิบัติภารกิจส่งเสบียงและเชื้อเพลิง ให้กับทหารฟิลิปปินส์ ซึ่งประจำการอยู่ที่ซากเรือ “บีอาร์พี เซียร์รา มาเดร” บริเวณแนวสันดอนโธมัสที่สอง ใกล้กับหมู่เกาะสแปรตลีย์ ในทะเลจีนใต้ และเรือของจีนยังฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าใส่เรือลำหนึ่งของฟิลิปปินส์ด้วย


เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงวันเดียว หลังกองกำลังยามฝั่งของฟิลิปปินส์รายงาน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ว่าเรือลำเลียงเสบียงของรัฐบาลฟิลิปปินส์ และเรือยามฝั่งของจีน เผชิญหน้ากันบริเวณแนวสันดอนสการ์โบโรห์ ซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงกัน และเรือจีนเป็นฝ่ายฉีดน้ำใส่เรือของฟิลิปปินส์ เพื่อขัดขวางภารกิจการส่งเสบียงและเชื้อเพลิงให้กับเรือประมงของฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังจับปลาอยู่ในบริเวณนั้น ถือเป็น “เจตนาก่อกวนเพื่อให้เกิดอันตราย”


ต่อมาสำนักงานยามฝั่งจีนออกแถลงการณ์ ว่าเรือของฟิลิปปินส์ “เป็นฝ่ายเจตนา” ที่จะพุ่งเข้าชนเรือยามฝั่งจีนที่อยู่ในบริเวณนั้น ทั้งที่เจ้าหน้าที่ของจีน “ประกาศเตือนแล้วหลายครั้ง” ซึ่งการที่เรือของฟิลิปปินส์ “เปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน” เป็นการดำเนินการที่ “ไม่เป็นมืออาชีพและก่อให้เกิดอันตราย” พร้อมทั้งระบุว่า เรือของจีนได้รับความเสียหาย


อนึ่ง แนวสันดอนโธมัสที่สองตั้งอยู่ห่างจากฟิลิปปินส์ จากเกาะปาลาวัน ที่อยู่ทางตะวันตกของฟิลิปปินส์ ออกไปอีกราว 200 กิโลเมตร แต่อยู่ห่างจากมณฑลไห่หนาน หรือเกาะไหหลำของจีน เป็นระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ขณะที่อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (อันคลอส) ฉบับปี 2525 ระบุว่า แต่ละประเทศบนโลกมีอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล หรือ 370 กิโลเมตร จากชายฝั่ง.

เครดิตภาพ : AFP