สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ว่า สมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) มีมติเสียงข้างมาก 153 เสียง เรียกร้องการหยุดยิงในฉนวนกาซา เพื่อเปิดทางให้มีการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มเติม และการปล่อยตัวประกันที่ยังเหลืออยู่ทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข
ขณะที่ 10 ประเทศออกเสียงคัดค้าน ได้แก่ ออสเตรีย สาธารณรัฐเช็ก กัวเตมาลา อิสราเอล ไลบีเรีย ไมโครนีเซีย นาอูรู ปาปัวนิวกินี ปารากวัย และสหรัฐ ด้าน 23 ประเทศงดออกเสียง และอีก 7 ประเทศ ไม่แสดงตนเพื่อร่วมการลงมติ ส่วนสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทั้ง 10 ประเทศ ลงมติสนับสนุน
แม้มติของยูเอ็นจีเอไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ถือเป็นกระจกสะท้อนท่าทีของประชาคมโลกส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี นายริยาด มานซูร์ เอกอัครราชทูตปาเลสไตน์ประจำยูเอ็น กล่าวว่า การส่งสัญญาณครั้งนี้ “ทรงพลัง” จากยูเอ็นจีเอถึงอิสราเอล และ “เป็นวันประวัติศาสตร์”
ด้านนางลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันเห็นด้วยอย่างยิ่ง ในประเด็นวิกฤติมนุษยธรรมในฉนวนกาซา และสหรัฐมีบทบาทสำคัญต่อการที่อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสหยุดยิง ระหว่างวันที่ 24 พ.ย.-1 ธ.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ โธมัส-กรีนฟิลด์ เสนอให้ที่ประชุมแก้ไขร่างมติ โดยขอเพิ่มเนื้อหาประณามกลุ่มฮามาส แต่ไม่ได้รับความสนับสนุนเพียงพอ ขณะที่นายกิลาด เออร์ดัน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำยูเอ็น แสดงความไม่พอใจอย่างหนัก ต่อการที่ไม่มีเนื้อหาส่วนใดของมติ ประณามกลุ่มฮามาสโดยตรง.
เครดิตภาพ : AFP





