สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ พบหารือกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันอังคาร ยืนยันว่า รัฐบาลวอชิงตันจะสนับสนุนยูเครนต่อไป “ให้มากและนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ รัสเซียกำลังคาดหวัง ให้สหรัฐยุติการมอบความสนับสนุนให้แก่ยูเครน “ซึ่งเป็นเรื่องที่คิดผิด”
ขณะที่เซเลนสกียืนกราน ต้องไม่มีการสูญเสียดินแดนให้กับรัสเซียอีก และเผยร่างแผนการเตรียมโจมตีฐานที่มั่น และทรัพย์สินทางทหารของกองทัพเรือของรัสเซีย ในปี 2567 โดยอาศัยความสนับสนุนจากสหรัฐและพันธมิตรตะวันตกเป็นหลัก
President Biden meets with Ukrainian President Zelensky meet in the Oval Office.
— CSPAN (@cspan) December 12, 2023
President Biden: "I just signed another $200 million draw down for the Department of Defense for Ukraine. That'll be coming down quickly." pic.twitter.com/Epfoa7JGDx
แม้ไบเดนกล่าวด้วยว่า อนุมัติความช่วยเหลือฉุกเฉินให้แก่ยูเครนเพิ่มอีก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว (ราว 7,137.20 ล้านบาท) แต่ทำเนียบขาวเคยออกมาเตือนก่อนหน้านั้นแล้วว่า ความช่วยเหลือดังกล่าวจะหมดลงภายในสิ้นปีนี้ หากสภาคองเกรสซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ยังไม่เห็นชอบงบประมาณที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
JUST IN: .@SpeakerJohnson after meeting with Ukrainian President Zelensky says, "I have asked the White House since the day that I was handed the gavel as speaker for clarity. We need clear articulation of the strategy to allow Ukraine to win. Thus far, their responses have been… pic.twitter.com/SE5G7DkpBm
— Simon Ateba (@simonateba) December 12, 2023
ทั้งนี้ ตอนนี้พรรครีพับลิกันยังคงคัดค้านการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.14 ล้านล้านบาท) เนื่องจากพรรคเดโมแครตยังไม่เห็นด้วยในรายละเอียด ของการปรับแก้กฎหมายเรื่องผู้อพยพ
ด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน วิจารณ์เรื่องนี้ว่า ทุกฝ่ายที่กรุงวอชิงตันต้องเข้าใจว่า เงินมหาศาลที่ทุ่มให้กับรัฐบาลเคียฟไปนั้น “ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น” สำหรับการรุกคืบของยูเครนในสมรภูมิ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข่าวกรองสหรัฐระบุว่า ทหารรัสเซียเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ รวมแล้วมากกว่า 315,000 นาย นับตั้งแต่สงครามปะทุ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565.
เครดิตภาพ : AFP



