เมื่อวันที่ 27 มี.ค. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า คดีอาญาที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูรณ์ สุทธิผล) หรือ ธัมมชโย มีเพียงคดีฟอกเงินและรับของโจร ซึ่งมีอายุความ 15 ปี โดยหลังจากที่ศาลอนุมัติหมายจับ ตลอดอายุความตามหมายจับ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสะกดรอยและการข่าว ได้พยายามติดตามตัวผู้ต้องหามาโดยตลอด แต่ไม่พบตัว เมื่อครบอายุความตามหมายจับ อัยการจึงต้องยื่นขอยุติดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการทางแพ่งเกี่ยวกับการติดตามทรัพย์ ยังสามารถดำเนินการได้ตลอด ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอสามารถติดตามยึดทรัพย์คืนให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นแล้วจำนวน 1,458 ล้านบาท และหากปรากฏทรัพย์สินเพิ่มเติมก็สามารถยึดทรัพย์เพิ่มได้อีก โดยไม่มีอายุความ ทั้งนี้ ยังมีคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันอื่นๆ ที่ผู้ต้องหาหลบหนีไปต่างประเทศ ดีเอสไอก็ได้ประสานขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทยแล้ว ทั้งนี้ ยอมรับว่า เมื่อคดีหมดอายุความ หากธัมมชโยปรากฏตัวก็ไม่สามารถควบคุมตัวเพื่อดำเนินการทางอาญาได้แล้ว
ขณะที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผยแพร่เอกสารข่าวแจกสื่อมวลชน ระบุใจความ ตามที่ปรากฏทางสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ กรณีพนักงานอัยการ มีหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ยุติการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าวาสวัดพระธรรมกาย นั้น
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวดังกล่าวแล้ว ขอเรียนว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อ พ.ศ. 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับดำเนินคดีอาญา กรณี มีผู้กล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ช่วงระยะเวลาเกิดเหตุระหว่าง พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2554 เป็นคดีพิเศษ โดยคดีดังกล่าวได้มีการดำเนินคดีกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานและผู้จัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พร้อมทั้งผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง ในความผิดต่อทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้งความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นเหตุให้สมาชิกสหกรณ์ได้รับความเสียหาย กว่า 13,000 ล้านบาท
‘ปปง.’ แจงยิบยุติคดี ‘ธัมมชโย’ ชี้ไม่มีผลทางคดีแพ่ง-เร่งนำทรัพย์ขายทอดตลาด
ต่อมามีการสอบสวนขยายผลเกี่ยวกับเส้นทางการเงินพบว่าพระธัมมชโย และบุคคลเกี่ยวข้องมีการรับโอนเงินจากสหกรณ์ฯ ไปโดยมิชอบ มูลค่ารวมประมาณ 1,458 ล้านบาท กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงแยกกรณีดังกล่าวมาทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 ทางคดีสอบสวนเสร็จสิ้น มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา จำนวน 5 ราย ส่งพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว หนึ่งจำนวนดังกล่าวคือพระธัมมชโย ซึ่งพระธัมมชโย ไม่ได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา และมีพฤติการณ์หลบหนี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงร้องขอต่อศาลเพื่อออกหมายจับพระธัมมชโยต่อศาลอาญา และได้มอบหมายให้ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ติดตามจับกุม รวมทั้งประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการติดตามจับกุมภายในประเทศ นอกจากนั้นยังมีการประสานความร่วมมือไปยังตำรวจสากล เพื่อออกหมายแดงในการประกาศสืบจับไปยังต่างประเทศด้วย
สำหรับนายศุภชัย กับพวก ที่ถูกกล่าวหาในคดีฟอกเงินและอัยการฟ้องต่อศาลแล้ว ปัจจุบันศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง และในส่วนมาตรการทางแพ่ง วัดพระธรรมกายได้คืนเงินจำนวน 1,458 ล้านบาท ไปยังสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นให้กับผู้เสียหายแล้ว และเนื่องจากคดีนี้ เหตุเกิดระหว่างปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2554 ซึ่งอายุความฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 มีอายุความ 15 ปี และอัยการเห็นว่าสำหรับผู้ต้องหาที่หลบหนี สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเนื่องจากคดีขาดอายุความ จึงแจ้งยุติการดำเนินคดีมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยืนยันว่า ได้มีการประสานงานในการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีหมายจับทั้งในประเทศและต่างประเทศตลอดมา และกรณีคำสั่งอัยการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย อนึ่ง สำหรับมาตรการทางแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) รับผิดชอบดำเนินการ ยังคงมีการยึดอายัดอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างกานพิจารณาของศาลเพื่อพิจารณาคืนทรัพย์ให้กับสหกรณ์ฯ ในฐานะผู้เสียหายต่อไป.



