เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 69 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อสงสัยการทุจริตและการล็อกสเปกในโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI PASSPORT) วงเงิน 1,650 ล้านบาท โดยนำหลักฐานประกอบด้วย ข้อมูลขอบเขตของงาน (TOR) จำนวน 33 แผ่น เอกสารอภิปรายในสภา และหลักฐานเกี่ยวกับศักยภาพของบริษัทสื่อรายใหญ่
นพ.วรงค์ ขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเงื่อนไขใน TOR ว่ามีการกำหนดคุณสมบัติเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายจนเกิดความได้เปรียบหรือไม่ โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา (รวม 6,000 จอ) ซึ่งใกล้เคียงกับศักยภาพของบริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ที่เคยระบุว่าสามารถโฆษณาผ่านร้านสะดวกซื้อได้ไม่น้อยกว่า 2,000 สาขา
นพ.วรงค์ ระบุว่า บริษัท แพลน บี ไม่ได้เข้าร่วมประมูลโดยตรง แต่บริษัทที่ชนะการประมูลมีความเชื่อมโยงที่สามารถดึงศักยภาพของแพลน บี มาใช้ได้ นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่ามีบริษัทเข้าร่วมประมูล 3 แห่ง ซึ่งเสนอราคาใกล้เคียงกันและไม่ต่างจากราคากลาง ส่อเค้าว่าอาจมีการสมยอมในการเสนอราคา (ฮั้วประมูล)
นอกจากนี้ ยังขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดทำราคากลาง และความขัดแย้งระหว่าง TOR กับสัญญาแนบท้าย โดยใน TOR กำหนดการจ่ายเงินเป็น 5 งวด งวดละ 20% แต่สัญญาแนบท้ายกลับระบุให้จ่ายเงินเป็นรายเดือนตามที่จ่ายจริง นพ.วรงค์ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประมูลเดิม แก้ไข TOR ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและโปร่งใส ก่อนเปิดประมูลใหม่เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ
พร้อมกันนี้ ได้ขอให้ตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ตั้งแต่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัด คณะกรรมการกำหนดราคากลาง ตลอดจนนิติบุคคลและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่ารัฐมนตรีในฐานะผู้บริหารสูงสุดไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบเชิงนโยบายได้

นพ.วรงค์ ยังได้แสดงทัศนะเปรียบเทียบโครงสร้างอำนาจทางการเมืองระหว่าง ‘ระบอบทักษิณ’ และ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ว่ามีลักษณะการใช้อำนาจที่น่ากลัวทั้งคู่ แต่มีความแตกต่างกันในเชิงพฤติกรรม ระบอบทักษิณมีลักษณะก้าวร้าว อาศัยเพียงการแทรกแซงกลไกอำนาจ ขณะที่ระบอบสีน้ำเงินใช้วิธีที่นุ่มนวลกว่าผ่านตัวผู้นำคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งช่วยลดกระแสต่อต้านได้ในเบื้องต้น ทว่าในโครงสร้างภาพรวม ระบอบสีน้ำเงินกลับครอบคลุมระบบเกือบทั้งหมด ทั้งในส่วนของวุฒิสภา (สว.) และองค์กรอิสระ ซึ่งมีลักษณะคล้ายการเข้าควบคุมระบบเบ็ดเสร็จ (เทคโอเวอร์)
“พฤติกรรมของฝ่ายรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรช่วงหลัง โดยเฉพาะกรณีเหตุการณ์ปิดไมโครโฟน สส.ฝ่ายค้าน สะท้อนถึงการจำกัดการรับรู้ของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลเผชิญสภาวะไปต่อยาก หากไม่ปรับปรุงแนวทางการทำงานและรักษาความโปร่งใส” นพ.วรงค์ กล่าว
นพ.วรงค์ กล่าวว่า หากยังคงเดินหน้าในรูปแบบนี้ ทางเลือกจะออกมาในรูปแบบที่ 1 คือประชาชนไม่ยอมรับ โดยผ่านมาแค่ 3 เดือนก็เกิดกระแสประชาชนไม่ยอมรับเร็วมาก ตั้งแต่เปิดสภามาก็เจอกับสภาวะปัญหาน้ำมัน แล้วมาเจอปัญหาอื่นๆ ก็จะทำให้ประชาชนไม่ยอมรับ หากยังเดินหน้าต่อแรงต้านจากประชาชนจะแรงมาก กระทบต่อความเชื่อมั่นเสื่อมลง ซึ่งความเสื่อมสลายก็จะเกิดขึ้นในระบบ รัฐบาลแพแตก พรรคภูมิใจไทยอาจจะแตก เพราะสุดท้ายก็อาจจะมีคนบางคนไม่ไหวเพราะมีการปิดกั้นประชาชนหรือโกงมากขนาดนี้
ทางเลือกที่ 2 ที่คนมักจะเกิดคำถามว่าจะนำไปสู่การรัฐประหารหรือไม่ โดยส่วนตัวไม่เชื่อ และมองไม่ออกว่าจะเป็นทางออกของประเทศ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ น่าจะมีทางออกที่จะทำให้ปัญหาของชาติบ้านเมืองได้รับการแก้ไขบ้าง
เมื่อถามย้ำว่ารัฐบาลผ่านมา 3 เดือนยังมีสภาพย่ำแย่และเดินลำบาก หากให้คาดเดาอายุของรัฐบาลว่าจะเดินหน้าได้เท่าไหร่นั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า 3 เดือนเหมือน 3 ปี เพราะความรู้สึกของประชาชนเป็นเช่นนั้นจริงๆ ตนไม่คิดมาล้มรัฐบาล แต่ขอให้ปรับปรุงตัวเอง เพื่อให้เดินหน้าต่อได้
“ต้องให้เครดิตคุณอนุทิน นิดนึง บุคลิกเขาซอฟต์ คือคนไม่ต้านมาก ด้วยบุคลิก แต่ถ้าปล่อยให้องคาพยพขับเคลื่อนไปในรูปแบบนี้ ผมก็เชื่อว่าไปไม่ได้ แต่จะจบเมื่อไร ไม่มีใครคาดเดาได้ ก็เตือนด้วยความหวังดีเท่านั้นเอง” นพ.วรงค์ กล่าว



