เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยตำรวจน้ำภูเก็ต เปิดปฏิบัติการตรวจเข้มเรือนำเที่ยวทางทะเล จับกุมเรือทัวร์ตกปลาที่พานักท่องเที่ยวชาวจีนออกทำกิจกรรมกลางทะเล พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมระบบ Starlink ที่ไม่สามารถแสดงเอกสารการนำเข้าและครอบครองได้ อีกทั้งพบการประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่จัดให้มีมัคคุเทศก์ตามที่กฎหมายกำหนด และพบความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทยฯ

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำภูเก็ตได้รับแจ้งข้อมูลว่ามีเรือนำเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตนำนักท่องเที่ยวชาวจีนออกไปทำกิจกรรมตกปลาในทะเล โดยอาจมีการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2569 พ.ต.ท.วิษณุ จินาวงษ์ สารวัตรสถานีตำรวจน้ำ 3 กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจน้ำ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ได้นำเรือตรวจการณ์ 444 ออกลาดตระเวนตรวจสอบในพื้นที่รับผิดชอบ

กระทั่งเวลาประมาณ 18.45 น. บริเวณแหลมดินสอ ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต พบเรือบรรทุกผู้โดยสารหรือเรือทัวร์ตกปลา กำลังนำนักท่องเที่ยวชาวจีนออกทำกิจกรรมตกปลาในทะเล จึงเข้าตรวจสอบพบว่าบนเรือมีนักท่องเที่ยวชาวจีน 2 คน โดยสารมาในลักษณะเหมาลำ และมีนายกฤต เป็นผู้ควบคุมเรือ ภายในเรือพบการติดตั้งอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมระบบ Starlink ประกอบด้วยอุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณดาวเทียม อุปกรณ์จ่ายไฟ และอุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตหลายรายการ เจ้าหน้าที่จึงสอบถามถึงที่มาและขอตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ผู้ควบคุมเรือให้การว่าอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของบริษัทผู้ว่าจ้าง แต่ไม่สามารถนำเอกสารการนำเข้า ครอบครอง หรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดอุปกรณ์ทั้งหมดไว้เป็นของกลางตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบใบอนุญาตใช้เรือและคุณสมบัติผู้ประจำเรือ ยังพบว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จึงแจ้งข้อกล่าวหาใช้เรือผิดเงื่อนไขหรือข้อกำหนดในใบอนุญาตใช้เรือ ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจสอบรูปแบบการให้บริการนำเที่ยวของเรือลำดังกล่าว พบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางไปกับเรือโดยไม่มีผู้ใดแสดงตนหรือปฏิบัติหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ประจำคณะ เมื่อตรวจสอบจากผู้ควบคุมเรือ บุคคลบนเรือ และนักท่องเที่ยว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการจัดมัคคุเทศก์ร่วมเดินทางตามที่กฎหมายกำหนด

จากการรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่เชื่อได้ว่าผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวอาจฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการจัดให้มีมัคคุเทศก์เดินทางไปกับนักท่องเที่ยว จึงได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อบริษัทผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว พร้อมจัดทำสำนวนและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้กรมการท่องเที่ยวพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ขยายผลตรวจสอบโครงสร้างการประกอบธุรกิจและแหล่งที่มาของเงินลงทุน หลังพบข้อมูลที่น่าสงสัย โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทน หรือ “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเข้มงวดในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางทะเล คุ้มครองนักท่องเที่ยว และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวและยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทยอย่างยั่งยืน