เมื่อวันที่ 7-9 ธันวาคม พ.ศ. 2566 กระทรวงศึกษาธิการจีน ได้จัดการประชุม “ภาษาจีนโลกครั้งที่ 1” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติ มหานครปักกิ่ง โดยมี รองนายกรัฐมนตรี นายติง เซวียเสียง (Mr. Ding Xuexiang) เป็นประธาน ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย อธิการบดีและผู้อำนวยการ ที่สถาบันและห้องเรียนขงจื่อจัดตั้งอยู่ทั่วโลกกว่า 160 ประเทศ 1,313 สถาบันและห้องเรียนขงจื่อ ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อฝ่ายจีนและฝ่ายต่างประเทศ ผู้แทนองค์กร สื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติ ทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศ รวม 2,000 คน โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาการศึกษาภาษาจีนนานาชาติและพัฒนาสถาบันขงจื่อให้ก้าวหน้าต่อไป


ในการนี้ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ได้รับเกียรติบรรยายในหัวข้อ “นโยบายและแนวปฏิบัติด้านการศึกษาภาษาจีนในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา” และหัวข้อ “ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาภาษาจีน+อาชีวศึกษาและแนวโน้มในอนาคต” ซึ่งสมเด็จธงชัยได้กล่าวสรุปว่า “ไทย-จีน มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่นำภาษาจีนเข้าสู่ระบบการศึกษาของชาติและท่านเป็นผู้ริเริ่มให้มีการแข่งขัน “ภาษาจีนเพชรยอดมงกุฎ (นานาชาติ) ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 หลังจากนั้นได้ก่อตั้งห้องเรียนขงจื่อแห่งแรกของโลกที่โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2549 และก่อตั้งสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเลที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เมื่อ พ.ศ. 2558 ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสอนภาษาจีนมากกว่า 3,000 แห่ง มีผู้เรียนภาษาจีนมากกว่า 1 ล้านคน


สำหรับในด้านภาษาจีน+ทักษะวิชาชีพนั้น การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีและนวัตกรรมลูปัน หรือ Luban Workshop เป็นแห่งแรกของโลก ณ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2559 ซึ่งปัจจุบันครบรอบ 7 ปีแล้วเป็นตัวอย่างสำเร็จของการพัฒนาภาษาจีน+อาชีวศึกษาทั่วโลกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาไทยและศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (CLEC) ได้ทำพิธีเปิดป้ายสถาบันภาษาจีนและการศึกษาอบรมด้านเทคนิคและอาชีวะเป็นแห่งแรกของโลก ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการร่วมมือด้านการศึกษาอาชีวศึกษาไทย-จีนเพราะจะมีผู้อำนวยการจากประเทศจีนมาปฏิบัติประจำที่ศูนย์ดังกล่าวด้วย


สมเด็จธงชัยกล่าวสรุปว่าความร่วมมือที่ดีที่สุดคือความร่วมมือในการอบรมผู้มีความสามารถ การอาชีวศึกษาถือเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ดังนั้นเราต้องร่วมกันส่งเสริมการพัฒนา “Human Innovation” จึงจะสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ



