นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า หลังรับตำแหน่งเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งดำเนินงานในด้านต่างๆ โดยมี 9 ผลงานหลัก อาทิ จัดตั้งศูนย์ต่อต้าน อาชญากรรมออนไลน์ เอโอซี 1441 ที่เป็นศูนย์ วัน สต็อป เซอร์วิส แก้ปัญหาออนไลน์สำหรับประชาชน โดย 30 วันหลังจัดตั้งระงับบัญชีธนาคาร 7,996 บัญชี เฉลี่ย 15 นาที จับกุมแล้ว 389 ราย พร้อมนำเอไอมาวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้พร้อมใช้งานในการป้องกัน ปราบปราม ทั้งข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัย
นอกจากนี้ยังได้ปิดกันเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย และเว็บพนันได้เพิ่มมากขึ้นโดย 1 ต.ค.-10 ธ.ค. 66 สามารถปิดเว็บผิดกฎหมายทุกประเภทได้ถึง 25,061 เว็บไซต์/เพจ เพิ่มขึ้น 10 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปิดได้ 2,567 เว็บไซต์/เพจ ขณะที่ เว็บพนันออนไลน์ ถึง 4,592 เว็บไซต์ เพิ่มขึ้น 17.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปิดได้ 248 เว็บไซต์ นอกจากนี้ยังได้หารือกับ เมตา สามารถปิดเฟจแอบอ้าง หรือหลอกลงทุนได้ถึง 2 แสนเพจต่อเดือน ขณะที่การแก้ไขเรื่องการแก้ปัญหาการหลุดรั่ว ของข้อมูลประชาชน ตลอดจนการซื้อขายข้อมูลประชาชน ได้ตรวจสอบหน่วยงานรัฐและเอกชนแล้ว จำนวน 15,320 หน่วยงาน ตรวจพบข้อมูลรั่วไหล และแจ้งเตือนหน่วยงานแล้ว จำนวน 4,593 เรื่อง และหน่วยงานแก้ไขแล้วจำนวน 4,593 เรื่อง
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการแก้ปัญหาซิมม้า ได้ใช้มาตรการเชิงรุก กำหนดให้ผู้ใช้บริการ มีการถือครองซิมเกิน 5 ซิม จะต้องมีการมายืนยันตัวตนภายใน 30 วัน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ กสทช. และให้มีผลให้ต้องลงทะเบียนไม่เกิน 30 วันนับแต่การออกประกาศ ส่วนเรื่องการลงทุนและพัฒนากำลังคนดิจิทัล ด้านเอไอ และคลาวด์ โดยความร่วมมือกับบริษัทระดับโลก ทั้ง หัวเว่ย กูเกิล และไมโครซอฟท์ ประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300,000 ล้านบาท ทั้งจากการลงทุนและพัฒนาบุคลากรในระยะ 5 ปี

สำหรับในส่วนของไซเบอร์ซิเคียวริตี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ตรวจสอบช่องโหว่ ระบบ cybersecurity หรือระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure: CII) อาทิ ด้านพลังงานและสาธารณสุข ด้านบริการภาครัฐ และการเงินการธนาคาร เป็นต้น โดยการตรวจสอบช่องโหว่ของระบบ cybersecurity ระหว่าง 9 พ.ย.-9 ธ.ค. 66 มีผลดังนี้ ตรวจสอบระบบ cybersecurity แล้ว จำนวน 91 หน่วยงาน ตรวจพบมีความเสี่ยงระดับสูง 21 หน่วยงาน และ สกมช. ได้แจ้งให้แก้ไขแล้ว
อย่างไรก็ตาม ได้มีการส่งเสริมการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐที่มีความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงปลอดภัยตามหลักวิชาการสากล รองรับการใช้งานของบุคลากรของหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันและลดปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล จากสาเหตุที่หน่วยงานภาครัฐส่งข้อมูลให้หน่วยงานภายนอก หรือขาดบุคลากรในการกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ยังได้ทำโครงการ “ชุมชนโดรนใจ” หรือ One Tambon One Digital (OTOD) เริ่ม พ.ย. 2566 มีเป้าหมายดำเนินการครบ 500 ชุมชน ใน ต.ค. 2567 ประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตร ให้บริการกว่า 4 ล้านไร่ทั่วประเทศ เกิดการยกระดับทักษะเกษตรกรกว่า 1,000 คน เกิดธุรกิจบริการโดรน 50 ชุมชน เกิดอาชีพใหม่ช่างโดรนชุมชน และเกิดศูนย์สอบอนุญาติการบินโดรน 5 ภูมิภาค และเกิดมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินโครงการนี้ อยู่ระหว่างการรับสมัคร ซึ่งมีชุมชนให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมแล้ว 300 ชุมชน และ 63 ศูนย์ซ่อม และอยู่ระหว่างจัดตั้งศูนย์สอบขอใบอนุญาตการบินโดรน 5 ศูนย์ทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันยังได้ผลักดันให้มีกลไกในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัลให้กับภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของประเทศ ผ่านการนำเข้ากำลังคนจากต่างประเทศผ่านการตรวจลงตรารูปแบบใหม่ Global Digital Talent Visa (GDT Visa) ซึ่งมีเป้าหมายในการดึงดูดกำลังคน 2 ประเภท ได้แก่
1) กำลังคนดิจิทัลสาขาขาดแคลนโดยเป็นผู้ที่จบการศึกษา รวมถึงผู้ที่กำลังศึกษาด้านดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 600 แห่งทั่วโลก ที่ได้รับการรับรอง (Digital Talent)
2) ผู้ที่ทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเป็นหลักในอุตสาหกรรมดิจิทัล และสามารถทำงานได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ (Digital Nomads)
สำหรับการสนับสนุน Start Ups และ SMEs ทำผ่านบัญชีบริการดิจิทัลและมาตรการทางภาษี ปัจจุบัน มีสินค้าและบริการที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัลแล้วทั้งสิ้น 132 รายการ จากผู้ประกอบการดิจิทัลไทย 13 บริษัท และมีการผลักดันมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Tax 200%
และสุดท้ายการยกระดับการแข่งขันทางดิจิทัล ที่ในปี 66 ดีขึ้น 5 อันดับ โดยไทยอยู่อันดับที่ 35 จากเดิม อันดับที่ 40 ในปี 65 และตั้งเป้าหมาย ว่า อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทย จะต้องอยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก ภายในปี 69 นี้



