ทำเอาแฟน ๆ ฮือฮา เมื่อมีการปล่อยทีเซอร์ผลงานใหม่ของ ใหม่ – ดาวิกา โฮร์เน่ นางเอกซูเปอร์สตาร์กับบทบาทของ “ท้าวศรีสุดาจันทร์” โดยเฉพาะ “ท่าพับเป็ด” ในฉากถวายตัว ซึ่งต้องบอก “ท้าวศรีสุดาจันทร์” หรือ “แม่หยัวเมือง” เป็นหนึ่งในสตรีสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทย และยังคงได้รับการกล่าวขวัญถึงจากคนรุ่นปัจจุบันในหลากหลายมิติ ทั้งในแง่มุมบวกและลบ เธอนั้นอาจเป็นกบฏหรือวีรสตรี คงต้องพินิจดูว่าเรามองจากการยืนที่ตรงไหน วันนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” จะมาพารู้จักเรื่องราวของ “ท้าวศรีสุดาจันทร์” เพื่อต้อนรับโปรเจคต์ละครฟอร์มยักษ์กัน

โปรเจคต์ “ท้าวศรีสุดาจันทร์ 2024” สุดฮือฮา
สำหรับ “ท้าวศรีสุดาจันทร์ 2024” เป็นหนึ่งโปรเจคต์ละครพีเรียดทาง “oneD Original” ซึ่งได้เปิดทีเซอร์ให้แฟน ๆ ได้เห็นกันไปแบบเป็นน้ำจิ้ม โดยได้นางเอกมาฝีมือ ใหม่ – ดาวิกา มารับบท “ท้าวศรีสุดาจันทร์” ร่วมด้วยพระเอกฮอต ฟิล์ม – ธนภัทร กาวิละ รับบท “ขุนวรวงศา” และพระเอกรุ่นใหญ่ ตุ้ย – ธีรภัทร์ สัจจกุล รับบท “พระไชยราชา” แม้ตัดฉายเพียงสั้น ๆ แต่ทำเอาแฟน ๆ พากันขนลุกกับคอสตูมและฉากที่อลังการ รวมทั้งนักแสดงที่เชื่อว่าฟาดฝีมือกันเดือดแน่นอน และการได้เห็น ใหม่ โชว์ “ท่าพับเป็ด” ในฉากถวายตัว ก็เป็นอีกสิ่งที่แฟน ๆ ต่างพูดถึง!



ใหม่ เผยว่า “ใหม่ได้เห็นตัวทีเซอร์พร้อมกับทุกคน เซอร์ไพรส์มาก ๆ ไม่คิดว่าช่องวันจะปล่อยเร็วมาก ๆ คิดว่าจะเป็นปีหน้าค่ะ เป็นอะไรที่เราไปถ่ายกันมา ของใหม่ยังไม่เปิดกล้อง ดีใจมากที่ทุกคนได้เห็น เพราะเป็นเรื่องราวที่ใหม่รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ถ่ายทอดตำนานนี้ ดีใจมาก ๆ ส่วนชื่อเรื่อง บอกได้แล้วเหรอ (ยิ้ม) ก็เป็นตำนานหนึ่งที่เรียกว่ามีอยู่จริง ถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งผ่านมุมมองของผู้หญิง ที่เห็นในตัวอย่างก็คือท่าพับเป็ด ท่านี้เป็นท่าถูกถามมาแต่แรกเลยว่าใหม่ทำได้ไหม ใหม่ก็รีบส่งกลับไปเลยว่า ทำได้ จริง ๆ คนเล่นโยคะก็จะเล่นท่านี้ ก็พอจะทำได้ ปวดหลังมากทุกคน เอาจริง ๆ พับเป็ดกันไม่กี่นาทีใช่ไหม แต่ใหม่ทำอยู่ครึ่งวัน ต้องเอาแผ่นร้อนมาแปะหลัง ปวดหลังไปเลย เข้าใจความยากลำบากมากเลย ก็อยากให้ทุกคนตั้งตารอ มีพี่ ๆ ที่ใหม่ยังไม่เคยร่วมงานด้วยค่ะ ก็เซอร์ไพรส์มาก ใหม่ยังชอบเลย เปิดกล้องปีหน้าค่ะ ใครเห็นทีเซอร์แล้วชอบก็คอมเมนต์กันได้ค่ะ”
รู้จัก “ท่าพับเป็ด” ท่ายากในการถวายตัว

สำหรับ “ท่าพับเป็ด” นั้นถือเป็นท่าที่ต้องฝึกฝน ก่อนการโล้สำเภากับกษัตริย์ ว่ากันว่าต้องฝึกกันตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว ซึ่ง “ท่าพับเป็ด” เป็นธรรมเนียมโบราณของชาวสยาม ที่มีมานับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาสำหรับหญิงสามัญชนที่จะเข้า “ถวายตัว” เป็นบาทบริจาริกาของกษัตริย์ โดยมีที่มาจากกฎมณเฑียรบาล ซึ่งมีข้อห้ามไม่ให้เท้าของหญิงสามัญชนที่กษัตริย์ทรงกำลังร่วมเพศนั้นโดนพระวรกายเป็นอันขาด เพื่อเป็นการตัดปัญหาจึงออกกฎมาให้หญิงต้องเอาเท้าแนบไว้ที่หลังตัวเอง ตามความเชื่อชาวไทยที่ถือว่าเท้าถือเป็นของต่ำ ไม่สามารถสัมผัสพระเจ้าแผ่นดินที่เปรียบประหนึ่งเทพเจ้าได้แม้เพียงพระบาทของพระองค์ก็ตาม อีกทั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เท้าของผู้หญิงจากการถวายตัวชี้ไปที่พระแท่นบรรทมของกษัตริย์ เนื่องจากพระแท่นบรรทมอยู่ใต้เศวตรฉัตร ผู้หญิงจากการถวายตัวจะขึ้นไปนอนบนพระแท่นบรรทมไม่ได้ ดังนั้นจึงมีแท่นรองเวลาถวายงาน ทั้งนี้ “ท่าพับเป็ด” มีลักษณะมือพนมไว้บนหัว นอนหงายพับขา 2 ข้างไว้ด้านหลัง และนอนทับขาไว้ เพื่อไม่ให้เท้าของหญิงที่กษัตริย์กำลังทรงร่วมเพศไปสัมผัสพระวรกาย ซึ่งถือเป็นท่าแรกและท่าบังคับตามจารีตประเพณีในการถวายตัว แต่ท่าร่วมเพศหลังจากนั้นก็จะขึ้นอยู่กับพระราชนิยมส่วนพระองค์


นอกจากนี้หญิงสาวยังต้องผ่านการล้างและอบร่ำอวัยวะช่วงล่างอย่างพิถีพิถัน โดยต้องอาบน้ำ ทาขมิ้น พรมน้ำอบแต่งตัวสวยงาม หลังจากนั้นต้องนั่งบนกระโถนสักพักใหญ่ ซึ่งในกระโถนนั้นจะมีของหอมกลิ่นแรงใส่ไว้ เพื่อรมให้อวัยวะสืบพันธุ์และช่องคลอดนั้นหอม โบราณเรียกการเตรียมตัวนี้ว่า “อบเต่า” จากนั้นจึงถือว่าพร้อม เพราะหอมทั้งนอกและใน (ข้อมูลจาก พิทยา บุนนาค, เผ่าทอง ทองเจือ , นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ)

ปัจจุบัน “ท่าพับเป็ด” หรือ “Supine Hero Pose” เป็นหนึ่งในท่าการเล่นโยคะ มีประโยชน์คือการยืดเหยียด ทำให้กล้ามเนื้อจากที่หดตัวแล้วยืดออก ซึ่งเป็นบริเวณกล้ามเนื้อหน้าขา หน้าท้อง รวมถึงกล้ามเนื้อข้อเท้าด้านหน้า และยังช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
ใครเคยรับบท “ท้าวศรีสุดาจันทร์” มาแล้วบ้าง


สำหรับ “ท้าวศรีสุดาจันทร์” เคยมีบทบาทดลดแล่นในวงการบันเทิงไม่น้อย โดยมีนักแสดงมากฝีมือ มาถ่ายทอดบทบาทที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย โดยผลงานที่โด่งดังที่สุด ก็คือ “สุริโยไท” ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ ออกฉายเมื่อปี 2544 ที่ได้ ใหม่ เจริญปุระ มารับบท “ท้าวศรีสุดาจันทร์” จนกลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทในตำนาน ขณะที่ อุ๋ม – รุษยา เกิดฉาย ได้รับบทเป็น “ท้าวศรีสุดาจันทร์” ในวัยเยาว์

นอกจากนี้ยังมี “กบฏท้าวศรีสุดาจัน” ภาพยนตร์ไทยอิงประวัติศาสตร์ สร้างและเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2548 โดย โย – ยศวดี หัสดีวิจิตร มารับบท “ท้าวศรีสุดาจันทร์” ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์แต่ออกเป็นวีซีดี เป็นผลงานที่ทางไทยกับสหรัฐอเมริการ่วมมือกันสร้าง มีนักแสดงไทยและดาราฮอลลีวู้ดร่วมแสดงด้วยกัน โดยพูดเป็นภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง เนื้อเรื่องอิงประวัติศาสตร์ แต่ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบมาตั้งแต่ชื่อของภาพยนตร์

ซึ่งตอนแรกผู้สร้างจะใช้ชื่อว่า “กษัตริย์ผลัดแผ่นดิน” เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อภาษาอังกฤษ แต่ถูกติงว่าไม่เหมาะสมจึงเปลี่ยนมาเป็น “กบฏท้าวศรีสุดาจัน” กระนั้น เนื้อเรื่องก็ยังสร้างได้ผิดเพี้ยนจากประวัติศาสตร์หลายประการ มีหลายฉากที่เกินความเป็นจริง อีกทั้งชื่อตัวละครก็ยังผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง จึงได้รับคะแนนเพียง 3.6 ดาว จาก 10 ดาว จากเว็บไซต์ IMDb และล่าสุด ใหม่ – ดาวิกา ในผลงานละครทาง “oneD” ที่มีแพลนฉายปีหน้า
“ท้าวศรีสุดาจันทร์” ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

“ท้าวศรีสุดาจันทร์” หรือ “แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์” ปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และมีการสันนิษฐานเกี่ยวกับพระชาติกำเนิดของ “ท้าวศรีสุดาจันทร์” ว่าสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์อู่ทอง เป็นสนมฝ่ายซ้ายของ สมเด็จพระไชยราชา กษัตริย์พระองค์ที่ ๑๒ ของกรุงศรีอยุธยา นอกจากนางจะมีโอรสกับพระไชยราชาองค์หนึ่ง นามว่า “พระศรีศิลป์” แล้ว ยังได้รับมอบหมายให้ดูแล “พระยอดฟ้า” หรือ “พระแก้วฟ้า” พระราชโอรสองค์โตที่ประสูติจากพระสนมฝ่ายขวาผู้ล่วงลับด้วย เมื่อ พระไชยราชา ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ ได้มอบให้ ท้าวศรีสุดาจันทร์ พระสนมเอก เป็นผู้ว่าราชการแผ่นดินแทน นางจึงได้รับยกย่องขึ้นเป็น “นางพระยาเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์” ถือพระราชอำนาจแทนกษัตริย์


ความฉาวโฉ่ในประวัติศาสตร์ได้เริ่มขึ้นในวันหนึ่ง เมื่อนางได้เสด็จไปพระที่นั่งพิมานรัตยา ซึ่งเป็นหอพระนอก ทอดพระเนตรเห็น พันบุตรศรีเทพ คนเฝ้าหอพระ ก็เกิดความเสน่หา จึงให้สาวใช้นำเอาเมี่ยงหมากห่อผ้าเช็ดหน้าไปให้ พันบุตรศรีเทพก็รู้ความหมาย จึงเอาดอกจำปาให้สาวใช้ไปถวายแก่พระนาง ทำให้นางเกิดความกำหนัดใน พันบุตรศรีเทพ มีพระเสาวนีย์ให้ย้ายพันบุตรศรีเทพ ไปเป็น ขุนชินราช รักษาหอพระใน แล้วให้ ขุนชินราช คนเก่าออกมาเฝ้าหอพระนอกแทน จากนั้นนางก็ลอบลักสมัครสังวาสกับ ขุนชินราช เป็นประจำจนตั้งครรภ์
เมื่อ พระไชยราชา ยกทัพกลับมาจากเชียงใหม่ นางเกรงว่าความลับจะถูกเปิดเผย อันมีโทษถึงตาย จึงเสด็จไปรับถึงค่ายนอกเมือง และแล้วคืนนั้น พระไชยราชา ก็สวรรคต กล่าวกันว่าพระองค์ถูกวางยาพิษ พระยอดฟ้า วัย ๑๑ พรรษา ถูกยกขึ้นครองราชย์สมบัติ โดยมี พระเฑียรราชา เชื้อพระวงศ์ของ พระไชยราชา เป็นผู้ว่าราชการแทนพระองค์ แต่เจ้าแม่อยู่หัวยังไม่อาจเปิดเผยการตั้งครรภ์กับ ขุนชินราช ได้ จนกว่าจะยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จ นางจึงเดินเกมข่มขู่ต่าง ๆ จน พระเฑียรราชา รู้ตัวดีว่า หากอยู่ในตำแหน่งต่อไปเห็นภัยจะถึงชีวิตแน่ จึงขอลาจากราชการไปผนวช เอาผ้ากาสาวพัสตร์คุ้มตัว

เมื่ออำนาจกลับมาอยู่ในมือ พระนางจึงดำริในพระทัยจะให้ ขุนชินราช ได้ราชสมบัติ จึงดำรัสสั่งให้ตั้ง ขุนชินราช เป็น ขุนวรวงศาธิราช และมีเสาวนีย์ให้นำราชยานและเครื่องสูงออกไปรับ ขุนวรวงศา มาทำพิธีราชาภิเษก ยกเป็นเจ้าพิภพครองกรุงศรีอยุธยา และเอา นายจัน ผู้น้องขุนวรวงศา มาเป็นมหาอุปราช นายจันเป็นแค่ช่างตีเหล็ก เมื่อมาเป็นใหญ่แบบตั้งตัวไม่ทัน จึงใช้ความกักขฬะหยาบคายข่มเหงขุนนางข้าราชการ จนเป็นที่เกลียดชังไปทั่ว

ความมัวเมาในอำนาจของเจ้าแม่อยู่หัวกับชู้รักยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ เพื่อให้หมดเสี้ยนหนาม นางจึงให้นำ พระแก้วฟ้า อดีตกษัตริย์ ไปสังหารเสียที่วัดโคกพระยา เมื่อบ้านเมืองเป็นเสนียดจัญไรถึงเพียงนี้ คนที่รักชาติรักแผ่นดินสวามิภักดิ์ต่อราชบัลลังก์ สุดจะทนต่อไปได้ ขุนนางกลุ่มหนึ่ง ( ขุนพิเรนทรเทพ ขุนอินทรเทพ หลวงศรียศ และหมื่นราชเสน่หา) จึงคบคิดกันที่จะสังหารเจ้าแม่อยู่หัวและชู้รัก พอดีทางเมืองลพบุรีแจ้งมาว่าพบช้างต้องลักษณะเป็นช้างเผือก ขุนวรวงศา จึงจะไปจับ ให้ มหาอุปราชจัน ขี่ช้างล่วงหน้าไปที่เพนียดก่อน หมื่นราชเสน่หา ขุนนางนอกราชการ จึงแอบซุ่มยิงตกช้างตาย รุ่งขึ้นเช้าตรู่ ขุนวรวงศา กับเจ้า แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ และราชบุตรซึ่งเกิดด้วยกัน พร้อมกับพระศรีศิลป์โอรสพระไชยราชา ได้เสด็จไปทางเรือ กลุ่มขุนนางกู้ชาติที่ดักซุ่มอยู่จึงรุมสังหารเสียสิ้น เหลือแต่ พระศรีศิลป์ นำตัวไปถวาย พระเฑียรราชา รับเลี้ยงไว้

แม้ ขุนวรวงศา จะผ่านพิธีราชาภิเษกมาอย่างถูกต้องตามประเพณี และครองราชย์อยู่ได้ ๔๒ วัน แต่พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาก็ไม่ยอมรับเป็นกษัตริย์ คงสุดจะทนรับได้ รายพระนามกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาจึงมีเพียง ๓๓ พระองค์ ไม่ปรากฏชื่อ ขุนวรวงศาธิราช รวมอยู่ด้วย ฝ่ายยึดอำนาจล้างเสนียดให้บ้านเมือง ยังระบายความแค้นนำศพอันเปล่าเปลือยของพระนางไปโยนให้แร้งกิน ด้วยเหตุนี้ ความลับในเรือนกายของเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์จึงถูกเปิดเผย และชีวิตแต่หนหลังตั้งแต่กำเนิด ก็ถูกขุดคุ้ยออกมาจารึกไว้ในแผ่นศิลาให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ (ข้อมูล โดย โรม บุนนาค ที่มา : http://www.pasasiam.com/phpbb/viewtopic.php?f=6&t=673)
ความลับบนเรือนร่าง “ท้าวศรีสุดาจันทร์” ที่น่าหลงใหล
สำหรับ “ท้าวศรีสุดาจันทร์” นับเป็นสตรีที่มีเสน่ห์อันน่าหลงไหลมานับแต่กำเนิด โดย โรม บุนนาค นักคอลัมน์นิสต์ชื่อดัง ได้เขียนเกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรือนร่างอันน่าอัศจรรย์ของ “ท้าวศรีสุดาจันทร์” ที่มีชื่อเดิมว่า “บัวผัน” เอาไว้ว่า เมื่อแรกเกิด บัวผัน ก็เริ่มมีนิมิตที่ไม่เป็นมงคลเสียแล้ว พอตกฟากก็เกิดแผ่นดินไหว ต่อมาก็เกิดไฟไหม้เผาหมู่บ้านทั้ง ๕๐ หลังวอด พอ ๑ เดือนโกนผมไฟตามประเพณี ฟ้าก็ผ่าลงมาที่ต้นไม้ใหญ่ข้างบ้าน หักโค่นลงมาทับบ้าน ต้องไปปลูกกระท่อมพออาศัย แต่ในความอัปมงคลของ “บัวผัน” กลับมีความมหัศจรรย์แฝงอยู่ในเรือนกายอย่างที่หญิงอื่นไม่มี ความพิเศษในเรือนร่างและกลิ่นกายของนางนี้ ทำให้ชายใดที่ใกล้ชิด ไม่อาจยับยั้งอารมณ์กามพิศวาสไว้ได้ แผ่นศิลาที่จารึกเรื่องราวของ “ท้าวศรีสุดาจันทร์” ได้บรรยายความมหัศจรรย์ในเรือนร่างของนางตั้งแต่เล็กไว้ว่า

“…ครั้นอำแดงบัวผันมีอายุ ๓ เดือนนอนอยู่ในเมาะ มีแมลงผึ้ง แมลงชันโรง แมลงวัน มารุมตอมโยนีกุมารีนั้นเป็นกลุ่ม บิดามารดาต้องให้เด็กนอนในมุ้งเสมอ ๆ เมื่ออำแดงบัวผันโตขึ้นมาหน่อย มารดาเอามานอนกลางแจ้ง พวกผึ้ง แมลงภู่ แมลงชันโรง และแมลงวัน ต่างก็มารุมตอมโยนีมากขึ้นกว่าเดิมอีก บิดามารดามีความสงสัยจึงลองดมที่โยนี โยนีมีน้ำใส ๆ ไหลออกมา น้ำที่ไหลออกมามีกลิ่นหอมคล้ายดอกพิกุลแห้ง บิดามารดาไม่มีความรังเกียจในบุตร จึงลองชิมน้ำที่ไหลออกมาจากโยนี น้ำนั้นหอมหวานเหมือนน้ำตาลสด โคกโยนีมีลักษณะเหมือนปุ่มฆ้อง โยนีโตเท่ากำปั้น คล้ายหอยโข่ง รูปโยนีไม่รีเหมือนใบพลู มีรอยขีดยาวนิดหน่อย เมื่อแย้มรอยขีดออกจึงมีช่องกลมคล้ายกระบอกไม้ไผ่ เมื่ออำแดงบัวผันร้องไห้ เสียงร้องนั้นคล้ายเสียงแตรสังข์ ยามใดที่มีเหงื่อออกตามตัว กลิ่นเหงื่อจะหอมเหมือนกลิ่นข้าวใหม่ กลิ่นตัวตามธรรมชาติจะเหมือนกลิ่นดอกชำมะนาด…”

เมื่อ “บัวผัน” โตขึ้น ความงามของนางก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกวัน เป็นเลิศกว่าหญิงทั้งหลาย ดังข้อความที่จารึกบนแผ่นศิลาไว้ว่าา “…ใบหน้าเป็นรูปไข่ คิ้วโก่งสุดหางตา ดวงตาคมกลมดำเป็นมันเหมือนมณีนิล จมูกโด่งเรียวงามดังคันศร เมื่อใดที่นางยิ้ม แก้มทั้งสองจะปรากฏลักยิ้ม แก้มทั้งสองมีสีราวมะปรางสุก เนื้อหนังอ่อนละมุนดังผ้ากำมะหยี่หรือสำลี เนื้อละเอียดเกลี้ยงมีสองสี มีขาวเจือเหลืองเหมือนลูกจันทน์สุก เส้นผมอ่อนนุ่มดำเป็นเงาเจืออ่อนๆ เล็บมือเท้างุ้มคล้ายเล็บครุฑ ฟันเล็กๆเท่ากันทั้ง ๓๒ ซี่ ถันยุคลทั้งคู่อวบอูมดังดอกบัวสัตตบงกช ฐานคอดกลางป้องปลายงอน ดันฐานชิดติดกันเอาพลูเสียบไม่หล่น นมมีน้ำใสๆไหลออกมาบางคราว มีกลิ่นหอมคล้ายดอกพิกุล เมื่อบัวผันเริ่มมีระดู ระดูนั้นมีกลิ่นคล้ายคล้ายดอกพิกุลแห้ง แม้แต่ผ้าที่เปื้อนโลหิตระดู เมื่อซักด้วยน้ำแล้วนำไปตาก จะมีแมลงภู่ผึ้ง แมลงชันโรง แมลงวัน มาตอมเป็นกลุ่ม สูบกลิ่นหอมหวานโลหิตติดผ้านั้นทุกคราวตากผ้า…”

ความมหัศจรรย์ในความงามของ “บัวผัน” ร่ำลือไปทั้งตำบล จนกำนันรายงานรูปลักษณ์อย่างละเอียดไปยังเจ้าเมืองพระประแดง ซึ่งได้ส่งต่อไปยังกรุงศรีอยุธยา นำความขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ เหมือนได้พบช้างเผือกฉะนั้น สมเด็จพระอัครมเหสีรับสั่งให้นำ “บัวผัน” มาเข้าเฝ้า และทรงเมตตารับเลี้ยงไว้
ชีวิตในวังหลวง “บัวผัน” ได้รับพระกรุณาจากพระอัครมเหสีให้รับใช้ใกล้ชิด จนวันหนึ่งขณะมีอายุ ๙-๑๐ ขวบ เกิดฝนตกหนัก “บัวผัน” ได้แก้ผ้าไปเล่นน้ำฝนกับเพื่อนหญิงฝ่ายในอย่างสนุกสนาน จนวิ่งไปเล่นบนระเบียงมหาปราสาท “สมเด็จพระไชยราชา” ทอดพระเนตรเห็นความพิเศษของ “บัวผัน” ที่แตกต่างจากเด็กอื่น ทรงพิจารณาอยู่นาน จากนั้นก็รับสั่งขอตัวเด็กหญิงที่สะดุดพระเนตรต่อพระอัครมเหสี ซึ่งพระนางก็ได้นำตัว “บัวผัน” ไปถวายต่อพระราชสวามี

“บัวผัน” รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทจนวัยล่วงเข้า ๑๔-๑๕ สมเด็จพระไชยราชา จึงยกขึ้นเป็นเจ้าจอม อยู่งานพระสนมเอก พระราชทานชื่อใหม่ว่า “นางศรีจันทร์” เพราะผิวเนื้อของนางละเอียดนวลเป็นสีเหลืองเหมือนสีผลจันทร์สุก ทั้งกลิ่นกายก็ยังหอมรัญจวนพระราชหฤทัย จึงโปรดปรานนางศรีจันทน์ยิ่งกว่าพระสนมองค์อื่น ๆ สิ่งที่ปรากฏในเรือนกายของ บัวผัน ทั้งรูปลักษณ์และกลิ่นกายนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ชายที่ใกล้ชิดนางต้องหลงใหลเท่านั้น นางเองก็มีความเร่าร้อนต้องการชายมาสนองอารมณ์จนไม่อาจยับยั้งชั่งใจ จึงได้ก่อเรื่องบัดสีผิดประเวณีไว้อื้อฉาวในประวัติศาสตร์
ตอนท้ายของข้อความในแผ่นศิลาที่จารึกเรื่องราวของนาง ได้กล่าวไว้ว่า “…ครั้งนั้น ไม่ช้าเสนาบดีผู้ใหญ่แลข้าราชการ พร้อมกันจับพระเจ้าแผ่นดินใหม่ ฆ่าเสียทั้งผัวทั้งเมียสองพระองค์ด้วยกัน เอาศพไปทิ้งไว้ที่วัดกะไดอิฐให้แร้งกิน เป็นการประจานความชั่วร้าย ด้วยเหตุนี้จึงได้รู้กันว่า โยนีไม่มีเส้นโลมาเลย เกลี้ยง สะอาด เตียนโล่ง จึงยกราชสมบัติถวายพระเจ้าช้างเผือกองค์ใหม่ พระองค์มีรับสั่งให้จารึกเรื่องนี้ลงบนแผ่นศิลาแผ่นหนึ่ง ติดไว้ที่ฐานพระเจดีย์แดงวัดกะไดอิฐ เพนียด เป็นการประจานความชั่วร้ายของนางศรีสุดาจันทร์…”
ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ ในรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ทรงนิยมสัปดน “เล่นเพื่อน” ได้นำแผ่นศิลาจารึกนี้มาจากวัดกะไดอิฐ คลองเพนียด กรุงศรีอยุธยา เอามาไว้ที่พระเจดีย์สามองค์ในวัดพระเชตุพน กรุงเทพฯ ในต้นรัชกาลที่ ๓ และคัดลอกข้อความไว้ เมื่อ กรมหลวงรักษ์รณเรศ ต้องโทษเป็นกบฏถูกประหารชีวิตใน พ.ศ.๒๓๙๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า แผ่นหินนั้นเป็นเรื่องอุบาทว์ คนเอามาก็อุบาทว์ ให้เอาแผ่นหินไปทิ้งน้ำถ่วงศพหม่อมไกรสรลงด้วยกัน แต่ก่อนที่แผ่นหินอุบาทว์นี้จะจมลงใต้น้ำในบริเวณที่ไม่เปิดเผย กรมหลวงบวรศักดาภิศาล ได้คัดลอกเอาไว้ แล้วนำไปถวายไว้กับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ความลับของ “เจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์” ที่ปรากฏอยู่ในแผ่นศิลานั้น จึงถูกนำมาเปิดเผยให้คนรุ่นหลังได้รับรู้… (ที่มา : http://www.pasasiam.com/phpbb/viewtopic.php?f=6&t=673)
เรื่องราวของ “ท้าวศรีสุดาจันทร์” นั้นมีหลายมุมที่น่าสนใจ และ “ใหม่” กำลังคืนชีพ “ท้าวศรีสุดาจันทร์” ให้กลับมามีชีวิตโลดแล่นทางหน้าจออีกครั้ง ส่วนเรื่องราวจะเป็นยังไง คงต้องรอชมกันปี 2024



