นพ. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ประธานคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามและประเมินผล การรวมธุรกิจ ตามประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม  สำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาอนุกรรมการเพื่อติดตามฯ ตรวจสอบมาตรการเงื่อนไขหลังควบรวม 2 เรื่อง คือ ค่าบริการลดลงเฉลี่ย 12% และแผนนวัตกรรม ซึ่งในส่วนของค่าบริการลดลงเฉลี่ย 12% นั้น  ได้รับข้อมูลราคาแพ็กเกจ พบว่าบางรายการ ไม่สอดคล้องกับประกาศ กสทช. จึงยังไม่สามารถตรวจสอบได้ เพียงแต่รับทราบการตรวจสอบ แต่ยังไม่ได้ยืนยัน หรือเห็นชอบว่าค่าบริการลดลง 12% 

นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช.ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า จำนวนผู้ใช้บริการ แต่ละรายการ ส่งเสริมการขายและรายละเอียด รายการส่งเสริมการขายบางรายการไม่ได้มีการนำเสนอบนเว็บไซต์ ของบริษัท ส่งผลให้ยากแก่การตรวจสอบ ขณะที่เรื่องแผนนวัตกรรม ทางอนุกรรมการฯมีมมติชัดเจนว่าแผนที่ส่งมาไม่เป็นรูปธรรม ไม่มีรายละเอียดการดำเนินการที่ชัดเจน ต้องกลับไปแก้ไขใหม่

สำหรับเรื่องการที่เอกชนเครื่องย้ายสถานีฐาน หรือเซลล์ไซต์นั้น จะต้องมีการแจ้งและขออนุญาตต่อ กสทช. ก่อนไม่สามารถเคลื่อนย้ายโดยไม่แจ้งก่อนได้ ซึ่งในเรื่องคุณภาพสัญญาณ การตรวจสอบของ สำนักงานฯ เป็นเพียงการตรวจสอบในช่วงต้นเท่านั้น โดยการหาซิมการ์ดที่เปิดใช้ในช่วงแรก ที่คุณภาพสัญญาณและอินเทอร์เน็ต อยู่ในแพ็กเกจที่เลือก  แต่เมื่อใช้ไปในเวลานานคุณภาพสัญญาณและอินเทอร์เน็ตจะดร็อปลง

“ การย้านเซลล์ ไซต์  เปรียบเสมือนการย้ายตะเกียง จากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง  พื้นที่เก่าแสงก็ต้องลดลง เช่นเดียวกับการย้ายสถานีฐานพื้นที่เก่าสัญญาณต้องดร็อปลงแน่นอน”

นพ. ประวิทย์  กล่าวต่อว่า สำหรับในเรื่องร้องเรียนรวมทั้งหมดนั้น ได้ทำสถิติไว้ ใน 7  เดือน สำหรับทรู จำนวน 637 เรื่อง ดีแทค 307  และพอมีการควบรวมบริษัท 4 เดือนมีร้องเรียนเข้ามา  836 เรื่อง ซึ่งเฉลี่ยต่อเดือน เมื่อ 7  เดือนก่อนเดือนละ 135 เรื่อง แต่หลังรวมธุรกิจ 4  เดือน มีการร้องเรียน เดือนละ 200 เรื่อง ซึ่งถือว่ามีร้องเรียนในเรื่องต่างๆเพิ่มมากขึ้น