สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ว่า รัฐบาล เจ้าหน้าที่ และสมาชิกรัฐสภายุโรป (อีพี) ของอียู ยกย่องข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อตกลงใหม่ ว่าด้วยการลี้ภัยและการอพยพ เป็น “ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์” โดยระบุว่า อียูปรับปรุงขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อจัดการกับจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศอย่างผิดปกติที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน

การปฏิรูปกฎหมายข้างต้น เกิดขึ้นภายหลังการเจรจาอันยาวนาน ระหว่างประเทศสมาชิกของอียู กับฝ่ายนิติบัญญัติของอียู ซึ่งแม้ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากคณะมนตรียุโรป และอีพี แต่คาดว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จก่อนเดือน มิ.ย. 2567

ด้านนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) แสดงความยินดีกับข้อตกลงซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ยุติธรรม ในการจัดการกับการย้ายถิ่นฐาน ขณะที่หลายประเทศสมาชิกของอียู เช่น ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่างยกย่องข้อตกลงเช่นกัน แต่ก็มีบางประเทศ เช่น ฮังการี ที่ปฏิเสธข้อตกลงด้วยถ้อยคำรุนแรงที่สุด

ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายการลี้ภัยของอียู ประกอบด้วย การตรวจสอบผู้เดินทางเข้าประเทศที่ผิดปกติอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น, การสร้างสถานกักกันบริเวณชายแดน, การเร่งส่งตัวผู้ขอลี้ภัยที่ถูกปฏิเสธกลับประเทศ และกลไกความสามัคคี ในการขจัดแรงกดดันจากประเทศทางตอนใต้ ที่ประสบกับการหลั่งไหลเข้าของผู้อพยพจำนวนมาก

ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายที่ได้รับการปฏิรูป ยังเร่งการคัดกรองและการตรวจสอบผู้ขอลี้ภัย ส่งผลให้ผู้ที่ถือว่าไม่มีสิทธิ ถูกส่งกลับไปยังประเทศบ้านเกิด หรือประเทศทางผ่านได้อย่างรวดเร็ว โดยขั้นตอนดังกล่าว จะมีผลกับผู้อพยพเข้าประเทศอย่างผิดปกติ ซึ่งมาจากประเทศที่คำร้องขอลี้ภัยของประชาชน ถูกปฏิเสธมากกว่า 80% ของจำนวนคำร้องทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม องค์กรการกุศลหลายสิบแห่งที่ช่วยเหลือผู้อพยพ รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, ออกซแฟม, คาริตัส และเซฟ เดอะ ชิลเดรน วิพากษ์วิจารณ์การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการลี้ภัยของอียู โดยระบุในจดหมายเปิดผนึกระหว่างการเจรจาว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะสร้าง “ระบบที่โหดร้าย” ซึ่งใช้การไม่ได้.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES