จากกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สั่งการให้กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ หลังสืบสวนพบว่ามีกลุ่มบุคคลชาวไทยและชาวจีน ร่วมกันประกอบธุรกิจลักลอบนำเข้าสินค้าและใช้โกดังในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เป็นแหล่งที่พักและกระจายสินค้าที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยน่าเชื่อว่าผู้นำเข้าได้นำของที่ผ่าน หรือกําลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น สินค้าบางส่วนอาจเป็นการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากรและอาจมีสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาด้วย ซึ่งสินค้าดังกล่าว จะมีการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และแอปพลิเคชันซื้อ-ขาย สินค้าออนไลน์ โดยเป็นคดีพิเศษที่ 62/2566

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (20 ธ.ค.) พ.ต.ต.จตุพล บงกชมาศ ผอ.กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายเทวา จุฬารี ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 7 พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังกับนายเชวงศักดิ์ คำตา ผอ.กองตรวจการมาตรฐาน 2 สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เจ้าหน้าที่สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ศุลกากร ร่วมกันนำหมายค้นของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจค้นโรงเก็บสินค้า (โกดัง) จำนวน 3 แห่ง ในพื้นที่หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

จากการเข้าตรวจค้นพบการกระทำความผิด 2 โกดัง โดยพบสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องได้รับอนุญาตตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และต้องแสดงเครื่องหมายและหมายเลข มอก. บนตัวสินค้า ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบว่ามีเอกสารหลักฐานการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เช่น หม้อไฟฟ้าอเนกประสงค์ เตาย่างไฟฟ้า ไดร์เป่าผม และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ บรรจุในกล่องเตรียมส่งให้กับลูกค้า ซึ่งสินค้าทั้งหมดมีคู่มือการใช้งานเป็นข้อความภาษาจีน

นอกจากนี้ ยังพบสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าอีกหลายรายการ เช่น รองเท้าปลอมยี่ห้อ ADIDAS ยี่ห้อ NIKE และกระเป๋าปลอมยี่ห้อ COACH อีกจำนวนมาก รวมจำนวนกว่าแสนชิ้น มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดสินค้าไว้เพื่อตรวจสอบและจะติดตามตัวเจ้าของสินค้ามาดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534.