ถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลการสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศไทย สำหรับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  หรือ NT ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

 แต่ดูเหมือนว่าหลังกำเนิด NT จากการควบรวมกิจการระหว่าง กสท โทรคมนาคม และทีโอที เพื่อลดการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อนกัน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ตั้งแต่ 7 มกราคม 2564

 แต่ผ่านมาเกือยจะครบ 3 ปี ดูเหมือนว่าทุกอย่างยังไม่ลงตัวทั้งเรื่องโครงสร้างบริหารและการเพิ่มศักยภาพแข่งขัน ที่ยังดูไม่ทันเอกชน และยิ่งในปี 68 ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์  , 2100 เมกะเฮิรตซ์  และ 2300  เมกะเฮิรตซ์  ที่จะหมดอายุลง!?!

ทำให้รายได้ จากการทำธุรกิจร่วมกับเอไอเอส ทรู และดีแทค หายไปกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งสร้างกำไรให้ NT ปีละประมาณ  10,000 ล้านบาท!!

ถือเป็น “โจทย์หิน” ที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กร คือ พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ NT  ที่ต้องเร่งแก้โจทย์ นำพาองค์กรสื่อสารโทรคมนาคมของชาติ เดินหน้าต่อไป!!

ซึ่งทาง “เดลินิวส์” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์  “พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์” ถึงทิศทางของ NT ในปี 67 จะเดินไปทิศทางไหน? เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจให้มีกำไรเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคต??

“พันเอก สรรพชัยย์” บอกถึงการคาดการณ์รายได้ของ NT ปี 66 ตามแผนจะขาดทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่ ณ สิ้นเดือน  พ.ย. ที่ผ่านมา เริ่มกลับมาเป็นบวก โดยได้พยายามลดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ซึ่งรายได้อาจต่ำกว่าเป้าหมาย แต่การควบคุมค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ได้ต่ำกว่าแผนประมาณ 3,000 ล้านบาท จึงต้องดูเดือน ธ.ค.ที่เหลือของปีนี้ แต่หากขาดทุนตัวเลขจะไม่มาก!! และหากมีกำไรก็จะไม่เยอะ!! ซึ่งรายได้ของ NT ในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาท!!

สำหรับแผนธุรกิจในปี 67 ทางบอร์ด ของ NT  ได้กำชับมาว่าให้ลดการลงทุนในสิ่งที่ไม่สร้างรายได้ และลดค่าใช้จ่ายด้าน ต่างๆ  ทำให้ในปี 67 จะมีการลงทุนในส่วนที่จำเป็นเท่านั้น โดยแบ่ง 5 สายธุรกิจ คือ 1 .ธุรกิจโมบายไร้สาย 2.ธุรกิจบรอดแบนด์ 3.ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน 4.ธุรกิจโทรระหว่างประเทศ และ 5.ธุรกิจดิจิทัล

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ 

สำหรับธุรกิจโมบายไร้สายนั้น ได้เริ่มให้บริการ 5G บนคลื่น 700 MHz  ไปแล้ว  โดยทำตลาดในชื่อ ‘my by NT’ ซึ่งที่ผ่านมาได้ โอนใบอนุญาต ให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 700 MHz จำนวน 5 MHz ให้กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN ไป เหลือทำเอง จำนวน 5 MHz ซึ่งเพียงพอต่อการทำธุรกิจ รองรับลูกค้าได้กว่า 4 ล้านเลขหมาย จากปัจจุบันที่มี ฐานลูกค้ามือถืออยู่ประมาณ 2 ล้านเลขหมาย  ช่วยลดค่าใช้จ่าย ในส่วนค่าใบอนุญาตไปได้มาก!?!

เช่นกันกับการเช่าใช้บริการอุปกรณ์โครงข่าย หรือ Network Sharing  กับ เอไอเอส ก็ช่วยประหยัด การลงทุนขยายสถานีฐาน!!

นอกจากนี้ยังขยายธุรกิจและรายได้ใหม่ๆ เช่น พวกอุปกรณ์ ไอโอที แมชชีนทูแมชชีน ซึ่งล่าสุดได้จับมือกับ กับ  บริษัท จีไบค์ ประเทศเกาหลีใต้ และ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)   ร่วมเปิดให้บริการ ภูเก็ต สมาร์ท โมบิลิตี้ ที่เป็นยานพาหนะพลังงานสะอาด ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เป็นต้น

ส่วนธุรกิจบอร์ดแบรนด์ในปี 67 จะไม่มีการลงทุนเพิ่มมาก เนื่องจากจำนวนพอร์ตที่มีอยู่เพียงพอต่อการให้บริการลูกค้าใหม่ๆที่จะเข้ามา แต่จะเน้นลงทุนแบบโครงการหรือโปรเจกต์  รวมถึงกลุ่มหน่วยงานราชการ ฯลฯ  โดยธุรกิจ บอร์ดแบรนด์ มีรายได้ ค่าเฉลี่ยการใช้งานต่อเดือนประมาณ 400 บาท และมีผลประกอยการขาดทุนประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท!?!

ยานพาหนะพลังงานสะอาด ใน จ.ภูเก็ต

“พันเอก สรรพชัยย์” บอกต่อว่า ในปี 67 จะมีการแยกธุรดิจดิจิทัล ที่มีศักยภาพในการหารายได้ ออกมาตั้งเป็น บริษัทย่อย เพื่อขยายธุรกิจและสร้างรายได้ใหม่ๆ โดยเฉพาะธุรกิจคลาว์ด ซึ่งได้ให้บริการ คลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ที่รัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐเข้ามาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความปลอดภัยด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ปีละกว่าหมื่นล้านบาท!!

นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ และที่ดินในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่มีอยู่กว่า 2,400 ไร่ มาพัฒนาให้เป็นรายได้กลับเข้ามามากขึ้น จากที่มีรายได้ส่วนนี้ประมาณปีละ 900 ล้านบาทเท่านั้น!?!

“บอร์ดยังได้อนุมัติเงินทุนกว่า 800  ล้านบาทในลักษณะ กองทุนวีซี หรือ Venture Capital เพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจที่มีกำไร แต่คงไม่ใช่ลงทุนในสตาร์ทอัพทั้งหมด เพราะถือว่ามีความเสี่ยง จะเลือกเป็นบริษัทๆ หรือรายๆไป ที่มีศักยภาพเพื่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต”

ภาพ pixabay.com

สุดท้าย “พันเอก สรรพชัยย์” บอกว่า เป้าหมายรายได้ปี 67 อยู่ที่ 89,000 ล้านบาท  แบ่งเป็น 1 .ธุรกิจโมบายไร้สาย  60% 2.ธุรกิจบรอดแบนด์ 22%  3.ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน 10%  4.ธุรกิจโทรระหว่างประเทศ 2% และ 5.ธุรกิจดิจิทัล 4%  และอื่นๆ  2% โดยจะมีกำไรประมาณ 2,000 ล้านบาท!!

 อย่างไรก็ตามการลดพนักงานด้วยโครงการเออร์ลี่รีไทร์หรือเกษียณก่อนอายุก็ยังมีอยู่ โดยปี 67 มีแผนลดพนักงานอีก 1,200 คน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,700-3,800 ล้านบาท หากได้ตามจำนวนเป้าหมาย เมื่อหักลบกับกำไรแล้วจะ ยังทำให้ผลประกอบการยังขาดทุนประมาณ 1,700 ล้านบาท!! จึงต้องเร่งเพิ่มรายได้ใหม่ๆ เข้ามาในอนาคต !?!

ทั้งหมดเป็นแผนหยุดเลือดไหลของ NT ในปี 67 ยังต้องจับตากันต่อไปว่าจะสามารถพลิกฟื้นกลับมากกำไร ได้หรือไม่!?!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์