สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ว่ากองทัพสหรัฐออกแถลงการณ์ ว่าเรือบรรทุกสารเคมี “เอ็มวี เคม พลูโต” จดทะเบียนในไลบีเรีย บริหารงานโดยบริษัทแห่งหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ และมีบริษัทอีกแห่งของญี่ปุ่นเป็นเจ้าของ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยโดรน ขณะลอยลำอยู่ห่างจากอินเดียราว 200 ไมล์ทะเล เมื่อช่วงเช้าของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น
ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐยืนยันว่า ไม่มีเรือของสหรัฐอยู่บริเวณนั้นในช่วงเกิดเหตุ และกองทัพเรืออินเดียประสานงานมายังสหรัฐ เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องการคุ้มครองความปลอดภัย ให้แก่เรือและลูกเรือทั้งหมด ส่วนผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ขีปนาวุธ “ถูกยิงมาจากอิหร่าน” ถือเป็นครั้งแรก ที่สหรัฐกล่าวหาอย่างเป็นทางการ ว่ารัฐบาลเตหะรานมีความเกี่ยวข้องโดยตรง หลังตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลวอชิงตันกล่าวว่า กองกำลังฮูตีในเยเมนเป็นผู้ลงมือ
อีกด้านหนึ่ง เรือพิฆาต “ยูเอสเอส ลาบูน” ซึ่งติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธชั้นอาร์ลีห์-เบิร์ก ยิงสกัดโดรน 4 ลำ ที่มีการยิงมาจาก “พื้นที่ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มฮูตีในเยเมน”
นอกจากนี้ มีรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมัน “เอ็มวี บลามาเนน” ซึ่งติดธงนอร์เวย์ เกือบถูกโดรนโจมตี ส่วนเรือบรรทุกน้ำมัน “เอ็มวี ไซบาบา” ถูกโจมตีด้วยโดรน แต่เคราะห์ดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และเรือไม่ได้รับความเสียหาย
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลเตหะรานออกมาปฏิเสธ ข้อกล่าวหาของรัฐบาลวอชิงตัน ว่าอิหร่านมีความเกี่ยวข้องโดยตรง กับการที่กลุ่มฮูตีโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในทะเลแดง การที่ประเทศผู้มีอำนาจบางฝ่าย โดยเฉพาะสหรัฐและอิสราเอล “ได้รับความเจ็บปวด” จากการโจมตีของกลุ่มฮูตี ไม่ควรนำไปสู่การตั้งคำถามมากมาย “เกี่ยวกับความเป็นจริง” ด้านความแข็งแกร่งของกลุ่มฮูตี
The Japanese-owned chemical tanker #MTChemPluto that was struck Saturday off the coast of India was targeted by a drone “fired from #Iran,” the Pentagon said, a sign of expanding risks to commercial shipping beyond the Red Sea. https://t.co/Jw5wD3mmwq
— Arab News (@arabnews) December 24, 2023
ท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลเตหะรานเกิดขึ้น หลังหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐเผยแพร่ “หลักฐาน” อ้างเป็นข้อมูลข่าวกรอง ว่าอิหร่านมอบความสนับสนุนทั้งโดรน ขีปนาวุธ และข้อมูลขการข่าวทางยุทธศาสตร์ให้แก่กลุ่มฮูตี เพื่อใช้ปฏิบัติการในทะเลแดง
ขณะที่นายฮอสเซ็น เอเมียร์-อับโดลลาเฮียน รมว.กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ ว่าแม้รัฐบาลวอชิงตันกับรัฐบาลเตหะรานไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน แต่สหรัฐเคยประสานงานโดยตรงมายังอิหร่าน ขอให้ห้ามปรามกลุ่มฮูตี ไม่ให้โจมตี “สิ่งที่เป็นผลประโยชน์” ของสหรัฐและอิสราเอลในตะวันออกกลาง ซึ่งอิหร่านตอบกลับไปว่า ไม่เคยสนับสนุนกลุ่มฮูตีให้ดำเนินการแบบนี้ จึงไม่อยู่ในสถานะที่จะไปสั่งห้ามได้
ด้านกองกำลังฮูตีออกแถลงการณ์ ว่าจะปฏิบัติการในช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ที่อยู่ทางตอนใต้สุดของทะเลแดง และเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญ เชื่อมระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปเอเชีย “ต่อให้สหรัฐรวบรวมสมัครพรรคพวกจากทั่วโลกเพื่อหยุดยั้งก็ตาม”
ทั้งนี้ กลุ่มฮูตีซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวจะสิ้นสุด เมื่ออิสราเอลยุติ “อาชญากรรมร้ายแรง” ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และเปิดทางให้มีการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่พื้นที่ “ด้วยความราบรื่น”
อนึ่ง การที่ความเสี่ยงในการเดินเรือผ่านทะเลแดงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนหลายอย่างของบริษัทเดินเรือเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้บริษัทชิปปิ้งชั้นนำหลายแห่งของโลก พร้อมใจระงับการเดินทางเรือผ่านทะเลแดง และเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ นำโดยบริษัท เมอส์ก จากเดนมาร์ก เอ็มเอสซีของสวิตเซอร์แลนด์ และเอเวอร์กรีนของไต้หวัน โดยเมอส์ก กล่าวว่า จะเปลี่ยนไปอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป ที่แอฟริกาใต้แทน.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



